ดับไฟใต้ด้วยความเป็นหญิง
1 กุมภาพันธ์ 2008 at 4:37 am | In All, Special Report | Leave a CommentTags: report
ทันทีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาเสนอความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเสนอให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปกครองพิเศษ แล้วปรับอีกหน่อยเป็นเขตปกครองพิเศษเฉพาะส่วน แล้วก็ไม่กล่าวถึงอีกเลย เพราะถูก “ใบแดง” จากผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบันให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเสียก่อน แม้การพูดถึงเขตปกครองพิเศษจะเป็นสิ่งที่ถูกวิจารณ์ว่าผิดกาละเทศะ แต่การออกมาพูดครั้งนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว อย่างน้อยก็ทำให้เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง
ยิ่งเมื่อพิจารณาในมุมมองของผู้หญิงแล้ว ก็ยิ่งน่าสนใจ โดยเฉพาะสิ่งนี้ยืนยันถึงความคิด แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ซึ่งละเลยต่อกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีพลังอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงบวกที่จะสนับสนุนให้เกิดความสงบสุขและสันติภาพขึ้น และเชิงลบอันเป็นเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงต่อไป นั่นคือกลุ่มผู้หญิง
ผู้อยู่หลังความตาย ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) ทำการเก็บข้อมูลจากครอบครัวผู้ประสบเหตุหรือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดปัตตานี ระหว่างเดือนมกราคม 2550 ถึงตุลาคม 2550 จำนวน 284 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประสบเหตุเป็นเพศชายร้อยละ 95.8 สมรสแล้วร้อยละ 89.1 เป็นหัวหน้าครอบครัวร้อยละ 84.5 และอยู่ในวัยทำงานอายุเฉลี่ย 45.9 ± 12.4 ปี นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 51.4 นอกจากสิ่งที่ได้รายงานแล้ว ความสูญเสียที่มองไม่เห็น นั่นคือการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำคัญต่ออีกหลายชีวิตในบ้าน ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นอีกสองเท่า สามเท่าหรือมากกว่านั้น โดยตัวเลขรวมของหญิงหม้ายและเด็กนับแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2547 ถึงปัจจุบัน มีหญิงหม้าย 934 คน เด็กกำพร้า 1,293 คน
กะเซาะหญิงชาวบ้านที่บันนังสตาเล่าว่า หลังการหายตัวไปของสามี เธอกับลูกสาวและลูกชายต้องอยู่ด้วยความลำบาก แม้ว่าตอนที่สามียังอยู่ครอบครัวไม่ได้มั่งมีอะไร เพียงแค่พออยู่พอกิน ก็ไม่ได้เดือดร้อน พอเขาหายไปได้ จึงได้ลิ้มรสความยากลำบาก กะเซาะเคยคุยกับลูกสาวทางโทรศัพท์ให้ได้ยินว่า เธอบอกลูกสาวไปขอยืมเงินข้างบ้านก่อนห้าสิบบาท อีกสองวันแม่จะกลับเอาเงินไปคืนให้ ลูกสาวคนนี้ต้องหยุดเรียนเพียงชั้น ม.6 แม้ทุกวันนี้เธอก็ยังโทรมาเล่าถึงระเบิดที่เกิดขึ้นเสมอ “พี่ปลาขา วันนี้มีระเบิดที่ตลาด ขายของไม่ได้เลย กะเซาะไม่มีจะกินแล้ว”
หาลีเมาะแห่งห้วยกระทิงแม่หม้ายลูกสามผู้ชอบพกรูปถ่ายลูกชายในกระเป๋าตังค์ เอาไว้คอยดูเวลาคิดถึงเมื่อเธอต้องขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างกรุงเทพฯ-ยะลาตามคำเชิญของหน่วยงานหลายแห่ง หาลีเมาะเป็นผู้สูญเสียสามีไปในเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน พร้อมรอยประทับทางสังคมว่าเป็น “เมียโจร” ที่ฝังร่างไว้จนทุกวันนี้ เมื่อมีโอกาสได้คุยกันวันหนึ่ง เธอยื่นจดหมายยับๆ ที่มีลายมือขยุกขยิก ก่อนจะอ่านให้ฟังเพราะเกรงว่า จะแกะลายมือไม่ออก ถ้อยความในจดหมายนั้นบอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ แต่เป็นปัญหาใหญ่และหนักหนาสาหัสสำหรับเธอและลูกว่า
“เมาะเป็นคนผู้ (พูด) ไม่เป็นภาษาไทย พี่ปลาช่วยหาลีเมาะที่ต้องการด้วย เพราะหาลีเมาะเป็นครอบครัวคนเดียว หาลีเมาะขึ้นมากรุงเทพครั้งนี้ หาลีเมาะดีใจบอกไม่ถูก แต่เดี๋ยวนี้หาลีเมาะกำลังสร้างบ้านไม่พอกับเงิน เพราะของแพงมาก ต้องขุดบอ (บ่อ) น้ำ ต้องมีค่าขุดบอ (บ่อ) น้ำด้วย หาลีเมาะย่าง (อยาก) อยู่เร็วๆ ขอบคุณพี่ปลามากที่เข้าใจเรื่องของหาลีเมาะ”
หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวของหาลีเมาะ และผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบผ่านการสื่อสารสาธารณะ ฟังซ้ำ วนเวียน จนชาชิน และในที่สุดกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นข่าว ถูกดูดกลืนไปในกระแสเรื่องเล่าที่ใหญ่กว่า เทียบระหว่างเรื่องเขตปกครองพิเศษกับปัญหาปากท้องและการดำรงชีวิตแต่ละวัน เรื่องแรกเป็นประเด็นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน ผู้ให้ความเห็นหลักล้วนเป็นผู้ชาย ไล่เรื่อยมาตั้งแต่รัฐมนตรี นักวิชาการ ผู้นำความคิด และผู้นำศาสนา ส่วนเรื่องหลังที่เป็นความเดือดร้อน ความยากลำบาก ความขัดสน และความคับแค้นใจที่ผู้ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่สามารถจะขับเคี่ยว แย่งชิงพื้นที่สาธารณะกับเขตปกครองพิเศษ และขาดแคลนนักวิชาการ ผู้นำความคิด ผู้นำศาสนาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ผู้ไขว่คว้าหาสันติภาพ
ในการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบส่วนของภาคประชาชนจำนวนกว่า 20 หน่วยงานและองค์กร[1]พบว่า กลุ่มผู้หญิงเป็นกำลังสำคัญ สามารถเข้าถึง เข้าใจ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูญเสียได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับแนววิเคราะห์สตรีนิยมซึ่งให้คุณค่าแก่ความเป็นหญิงที่อธิบายว่า ผลจากความคาดหวังทางสังคมต่อผู้หญิงในฐานะมารดาของบุตร ได้หล่อหลอม ขัดเกลาและสร้างบุคลิก ลักษณะและความรับผิดชอบให้แก่ผู้หญิงเป็นผู้ดูแล ผู้ให้และผู้รักษาชีวิต ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามและแตกต่างออกไปจากผู้ชาย ผู้หญิงมีแนวโน้มของการเป็นผู้รักสันติภาพ ต่อต้านสงคราม รวมถึงการแสวงหาหนทางเพื่อระงับและยุติความรุนแรงอย่างสร้างสรรค์(2)
ลักษณะดังกล่าวปรากฏในการทำงานสันติภาพในกรณีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เช่นแนวคิดเรื่อง “กอดสีชมพู” (3) ทำให้เห็นจุดแข็งของการเป็นผู้หญิงในการเยียวยา ซึ่งได้ใช้การสัมผัสร่างกาย เช่น การกอด การบีบมือ การนวด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ความคับแค้นใจ และสร้าง “สภาวะสันติขึ้นภายใน “จิตใจ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูญเสียส่วนใหญ่เหลือแต่เด็กและผู้หญิง ทำให้ยิ่งสัมผัสและโอบกอดกันได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้การทำงานที่เป็นงานสร้างเพื่อนยังช่วยประสานรอยร้าว ความบาดหมาง และระแวงสงสัยในท่ามกลางความขัดแย้ง นั่นคือการทำงานเพื่อลดความรู้สึกของผู้สูญเสียที่คิดว่าตนเองต้องถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว โดยการรับรู้ รับฟังปัญหาและไม่ปล่อยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่เพียงลำพัง คอยให้คำปรึกษา หาช่องทาง แนะทางออก และแสดงให้เห็นว่ายังไม่ถึงทางตัน
ประการสำคัญต่อมาคือความเป็นมารดา และความเป็นหญิงยังช่วยลดการเผชิญหน้า ลดความกดดัน ลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เมื่อผู้ชายตกเป็นเป้าหมาย ผู้ต้องสงสัย และถูกมองอย่างไม่ไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวและการทำงานเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก็จะถูกติดตาม ตรวจค้น และรบกวนการทำงานตลอด ผู้หญิงจึงเข้ามามีบทบาทแก้ไขสถานการณ์ ความขัดข้อง และคลี่คลายความสงสัย ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น เช่นกรณีของเยาวชนใจอาสา ซึ่งรอมือละห์ แซเยะแกนนำกลุ่มเล่าว่า ผู้หญิงกลายเป็นผู้นำกลุ่มเพราะผู้ชายถูกเรียกตรวจค้นบ่อย ถูกติดตามมากจนทำงานไม่สะดวก “กลุ่มบุกเบิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชายถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่ มีการค้นบ้านของนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่ม จึงมีการชักชวนนักศึกษาหญิงเข้ามาร่วมด้วย พอมีนักศึกษาหญิงทำให้การไปไหนมาไหนสะดวกมากขึ้น การตรวจค้นไม่เข้มงวดเท่ากับการไปเฉพาะกลุ่มผู้ชาย”
ผู้หญิงยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ย้ำและยืนยันความเป็นหญิงที่มีแนวโน้มของการเป็นผู้รักสันติภาพ ต่อต้านความรุนแรง เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบรางวัล“ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน” เพื่อสนับสนุนผู้หญิงที่ทำงานด้านปกป้องสิทธิมนุษยชน และรณรงค์เผยแพร่ให้สังคมตระหนักถึงบทบาทและภารกิจของผู้หญิงในการทำงานด้านนี้ มีผู้หญิงได้รับรางวัลจากการทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับกรณีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร นางโซรยา จามจุรี และนางแยนะ สาแลมะ
ผู้ใช้ความรุนแรง
ประมาณปลายปี 2549 พบว่า การชุมนุมประท้วงโดยมวลชนปรากฏองค์ประกอบที่เป็นผู้หญิงและเด็กมากขึ้น ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ประท้วงเป็นชาวไทยมุสลิม เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีการก่อความไม่สงบ และรองลงมาคือการเรียกร้องขับไล่กองกำลังทหารหรือตำรวจออกจากพื้นที่[4] แม้ว่า แต่ละครั้งของการชุมนุม จำนวนผู้หญิงและเด็กที่เข้าร่วมจะไม่ถึง 100 คน หากแต่มีอิทธิพลและส่งผลต่อการรับรู้ในเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะทำให้เห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวดำเนินไปโดยใช้สันติวิธีผ่านการใช้ผู้หญิงที่มีฐานะในเชิงสัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเป็นเพศมารดาซึ่งเป็นผู้ให้และรักษาชีวิต ดังนั้นหากถูกปราบปราม ปฏิบัติการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เพียงแต่ฝ่ายรัฐจะถูกประณามเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม แต่ยังถูกประณามในเชิงสัญลักษณ์ เพราะทำให้ผู้ชายเจ้าหน้าที่รัฐถูกผลักไปอยู่ด้านตรงข้ามของผู้หญิงซึ่งถูกอธิบายโดยผูกติดกับสันติภาพ ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กในการสลายการชุมนุม แม้เป็นการทำหน้าที่ด้วยความสุจริต และสันติวิธีแล้ว ก็ยังเห็นว่า เป็นการกระทำที่รุนแรง และไร้มนุษยธรรม ซึ่งด้วยกลไกนี้เองได้บดบังการพิจารณาบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้กระทำการ ผู้มีส่วนร่วม และใช้ความรุนแรง
จากประสบการณ์ของทหารพรานหญิงซึ่งทำหน้าในการสลายการชุมนุม เธอเล่าว่า ต้องใช้ความอดทน สะกดกลั้น และนิ่งเฉยต่อเสียงยั่วยุ การก่นด่า และการท้าทายการทำงานของฝ่ายผู้ชุมนุม ทหารพรานหญิงมุสลิมต้องขอร้องเพื่อนทหารด้วยกันว่า ในเวลาทำงานไม่ขอแปลคำพูดทั้งหลายที่ถูกส่งมาจากกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะเกรงว่า เพื่อนจะมีอารมณ์ตอบโต้กลับ นอกจากนี้จากการทำงานยังพบว่า บางเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ใช่คนท้องถิ่น น่าจะถูกจัดตั้งขึ้นมา มีการซักซ้อมว่าถ้าตำรวจหรือทหารมาจะทำอย่างไร ต้องไม่ยอมท่าเดียว[5] ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธการเจรจา การรับฟังคำชี้แจง และข้อเสนอแนะอันเป็นแนวทางสันติวิธีเพื่อระงับและยุติความขัดแย้ง
กรณีเหตุการณ์ที่โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งชาวบ้านทั้งผู้ชายและผู้หญิงจับครูผู้หญิงคนพุทธ 2 คนเป็นตัวประกัน และร่วมกันทำร้ายครูทั้งสองอย่างทารุณ เป็นเหตุให้ครูจูหลิง ปงคำมูลได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา คดีนี้ผู้หญิงตกเป็นผู้ต้องหาร่วมด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่งของปฏิกริยาตอบสนองต่อการสูญเสีย การชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยในกรณีต่างๆ แสดงออกถึงลักษณะ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ดังมีกรณีม็อบชนม็อบเกิดขึ้น เช่น การชุมนุมของไทยพุทธครั้งแรกที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เพื่อยื่นข้อเสนอให้ทหาร ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัยของคนพุทธและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธ์ และยังมีการชุมนุมต่อมาอีกหลายครั้งต่อมา กรณีที่ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปรากฏการชุมนุมเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มไทยพุทธและมุสลิม ซึ่งฝ่ายมุสลิมได้สลายตัวไปก่อน ผู้หญิงไทยพุทธที่ได้ร่วมในการชุมนุมดังกล่าว เล่าด้วยความขุ่นเคือง และโกรธแค้นว่า “พวกนั้น (กลุ่มผู้ชุมนุม) เป็นผู้ชายปลอมตัว ถ้าเข้าไปถลกกระโปรงได้ จะเข้าไปดูให้รู้เลย เราอดทนแล้ว แต่คนตายไม่หยุด ใครบอกให้ออกไปต่อต้าน จะไป จะสู้แล้ว เคยดีกันมาตั้งนาน ใครดีด้วย ใครไม่ดีเราก็จะไม่ดีอีกแล้ว” (6)
สิ่งที่ต้องการเสนอไว้คือกรณีของผู้หญิงและเด็กที่มาชุมนุมประท้วงควรมองเห็นทั้งสองด้านที่ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำ เป็นทั้งผู้รักสันติภาพ และผู้สนับสนุนสงคราม และใช้ความรุนแรง เพราะการมองเห็นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในสถานการณ์ ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาที่ไม่รอบด้าน และไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงที่ต่อเนื่องไม่จบ โดยเฉพาะการส่งต่อความเกลียดชัง ความคับแค้นใจ และความรุนแรงผ่านผู้หญิง เพราะเธอเหล่านี้ไม่ใช่แม่ของลูกเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทและความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นแม่ของชุมชน เผ่าพันธุ์ และแผ่นดินด้วย
การส่งผ่านและถ่ายทอดบทเรียนการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เช่นกรณีชาวมุสลิมผู้เป็นมารดาในปาเลสไตน์ นอกจากเธอจะเลี้ยงลูกเช่นเดียวกับแม่คนอื่นแล้ว เธอได้เริ่มต้นบทเรียนการต่อสู้ให้แก่ลูกของเธอด้วย นั่นคือการขว้างปาลูกหินใส่รถถังทหารของรัฐอิสราเอลที่ปล้นดินแดน และขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากมาตุภูมิของตนเอง ในนาม “อัล-อินติฟา เดาะฮ (การลุกขึ้นใหม่)” กล่าวสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน บทเรียนเหล่านี้ได้เริ่มต้น ถูกส่งผ่านและถ่ายทอดแล้ว ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจุบันว่า จะสามารถลดความขัดแย้ง สร้างความเป็นธรรม ขยายบทบาทเชิงบวกในการเป็นผู้รักสันติภาพ ขจัดเงื่อนไขและปัจจัยที่ไปเอื้อให้เกิดบทบาทเชิงลบที่ใช้ความรุนแรงของผู้หญิงอย่างไร
ผู้ที่ถูกละเลย สถานะและบทบาทของผู้หญิงในสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ เป็นผู้ได้รับผลกระทบที่มองไม่เห็น บทบาทต่อการสร้างสันติภาพ และการเป็นเงื่อนไขและสนับสนุนความรุนแรง แต่เรื่องราวของผู้หญิงเหล่านี้กลับไม่ได้รับความสนใจหรือถูกพิจารณานับเข้าเป็นองค์ประกอบเพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ดูจากข้อเสนอที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นข้อเสนอทางการเมือง ฝ่ายความมั่นคง ภาคประชาสังคม ผลการสำรวจความคิดเห็น และการทำการศึกษาวิจัยล้วนแต่เป็นการเสนอเพื่อปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูโครงสร้างหลักๆ เช่น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและระบบการศึกษา นำไปสู่การจัดการ กำหนดรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจของพื้นที่และรัฐบาล เพื่อบริหารจัดการให้สอดคล้องกับพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา เช่นตัวอย่างข้อเสนอที่ปรากฏในรายงานคณะกรรมการอิสระสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส)
สำหรับประเด็นสถานะและบทบาทของผู้หญิงจะถูกซุกซ่อน แอบไว้ในปัญหาสังคมในหัวข้อย่อยว่าด้วยหญิงหม้ายและเด็กกำพร้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้ความช่วยเหลือ การสังคมสงเคราะห์ และการเยียวยารายบุคคล ข้อดีคือช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น แต่ข้อด้อยคือนอกจากเป็นการจำกัดกลุ่มผู้หญิงที่ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบไว้เพียงบางกลุ่ม ยังส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้หญิงอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกีดกันให้ประเด็นผู้หญิงและปัญหาของผู้หญิงออกจากหน่วยการวิเคราะห์หลักเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
คณะทำงานวาระทางสังคม และมูลนิธิผู้หญิงได้ร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้หญิงกลุ่มต่างๆ เพื่อทราบสถานการณ์ ปัญหา ความเดือดร้อน แสวงหาศักยภาพในการแก้ไขปัญหา แนวทางและวิธีการจากมุมมองของผู้หญิงในการสร้างให้เกิดความสงบสุขขึ้น น่าสนใจว่า ปัญหาในมุมมองของผู้หญิง มิได้มีสาเหตุหลักจากความไม่สงบที่เกิดขึ้น การแบ่งแยกดินแดน หรือปัญหาอัตลักษณ์ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและสังคมที่บีบให้พวกเขาตกเป็นคนชายขอบ เป็นคนด้อยและยากจนในโอกาสของชีวิตด้านต่างๆ เช่น กรณีของผู้หญิงในหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งสะท้อนว่า พอหาปลาได้น้อยลง ทำให้รายได้ไม่พอเพียงในครอบครัว ผู้หญิงจะปรับตัวให้ง่ายกว่าที่จะขวนขวายเข้ามาเป็นแรงงานแพปลา คัดแยกปลา ได้เงินไม่มาก แต่ก็ได้ปลาไปเป็นอาหาร ส่วนผู้ชายปรับตัวได้น้อยมาก พอไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ จะกลัดกลุ้มไม่สบายใจ หาทางออกด้วยการไปสูบบุหรี่ กินเหล้า ไปร้านน้ำชา
กรณีที่สามีเสียชีวิต ผู้หญิงหม้ายต้องรับผิดชอบและแบกภาระครอบครัวไว้คนเดียว ยิ่งมีลูกมากจะยิ่งประสบปัญหามาก บางคนถูกมองว่าร่ำรวยเพราะเงินที่ได้รับความช่วยเหลือ จึงถูกผู้ชายตามตื้อขอแต่งงานด้วย ชุมชนบางแห่งสนับสนุนให้ผู้ชายที่มีครอบครัวรับอุปการะผู้หญิงหม้ายเป็นภรรยาอีกคน เพื่อจะช่วยดูแล ให้ความคุ้มครองครอง นอกจากนี้ผู้หญิงต้องเผชิญกับการกระทำความรุนแรงทางเพศ ต้องอดทนต่อการถูกกระทำ เพราะทัศนคติต่อเรื่องเพศเป็นสิ่งที่ต้องห้าม หรือเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ มีผู้หยิบยกกรณีผู้หญิงพิการ สติไม่ดี ถูกข่มขืนโดยคนในหมู่บ้าน วิธีการแก้ปัญหาของชุมชนคือการทำหมันผู้หญิง แต่มิได้บอกว่า ผู้ชายได้รับโทษอย่างไรบ้าง
จากข้อมูลจะพบว่า ผู้หญิงไม่ได้เพียงเผชิญกับผลกระทบจากความไม่สงบเท่านั้น หากต้องเผชิญกับผลกระทบจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำ เพราะความแตกต่างของปัจจัยต่างๆ ในสังคมซึ่งดำรงอยู่ก่อนความไม่สงบ และความไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมซึ่งส่งผลต่อชีวิตและสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเช่นประสบการณ์การถูกกดขี่ผู้หญิงในหลายสังคม การถูกบังคับให้แต่งงานอายุน้อย การมีลูกเป็นจำนวนมาก การขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะและวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องต่อตลาดแรงงาน สามารถที่จะดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ การได้รับโอกาสทางการศึกษา และการตัดสินใจมีครอบครัวด้วยความพร้อมและสมัครใจ
ดังนั้นแม้สงครามที่ใช้ความรุนแรง การต่อสู้ด้วยกองกำลังรูปแบบต่างๆ จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจะยุติลง แต่มิได้เป็นหลักประกันได้เลยว่า “สงครามในชีวิตประจำวัน” จะยุติลงไปด้วย สันติภาพที่ได้มาภายหลังการสิ้นสุดของสงครามก็เป็นเพียงสันติภาพเชิงลบ (Negative Peace) คือเป็นเพียงการยุติลงของความขัดแย้ง ความรุนแรง และสงคราม ซึ่งไม่อาจไว้วางใจได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะความรุนแรงในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมยังดำรงอยู่ ขณะที่สงครามและความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการละเมิดชีวิตผู้หญิงมากขึ้น โดยมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความรุนแรงในมิติเพศสภาพ (Gender-Based Violence) ต่อชีวิตของผู้หญิงในสถานการณ์ปกติ ทำให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในสงคราม และยังเป็นเหยื่อของโครงสร้างและวัฒนธรรมซึ่งกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ และกระทำความรุนแรงต่อเธอด้วย[7] ดังนั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นสันติภาพเชิงบวก (Positive Peace) จะต้องสลาย ขจัดและยุติการกระทำอันจะนำไปสู่ การเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการยุติความขัดแย้ง และความรุนแรงในสถานการณ์ไม่ปกติ หรือภาวะสงคราม
แก้ปัญหาความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องใส่ใจเรื่องผู้หญิง
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ประกันสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ความมั่นคงทางสังคม ทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหลาย และโอกาสทางการศึกษา โดยได้แสดงความกังวลต่อสถานภาพของผู้หญิงมุสลิมในภาคใต้ที่มีการแต่งงานตั้งแต่เยาว์วัยเนื่องจากบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม จะส่งผลกระทบต่อโอกาสและความก้าวหน้าในชีวิตของผู้หญิง ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบก็ได้ซ้ำเติมให้เกิดความยากลำบากแก่หญิงมากขึ้น ในฐานะที่รัฐบาลได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) จำเป็นต้องดำเนินการออกมาตรการที่เหมาะสมทุกอย่าง รวมทั้งการออกกฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง
แต่นโยบาย มาตรการ และข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบยังมิได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงโดยเฉพาะ หรือยังขาดมุมมองมิติทางเพศ (Gender) ในการจัดทำนโยบาย กำหนดมาตรการ และวิธีการเพื่อยุติความรุนแรง รายงานการศึกษานโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง กรณี“นโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้” ได้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังดำเนินการด้านการปราบปรามเป็นหลัก ขาดความอ่อนไหวด้านมิติทางสังคมและวัฒนธรรม แม้รัฐบาลโดยฝ่ายความมั่นคงอ้างถึงการนำแนวคิดเอาชนะทางความคิดซึ่งได้ผลในสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์มาใช้ แต่ในทางปฏิบัติกลับมิได้มีมาตรการเพื่อดำเนินการที่ชัดเจน[8]
นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้แสดงความวิตกกังวลต่อการถูกกระทำความรุนแรงที่มีเพศเป็นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการข่มขืนและการละเมิดทางเพศ จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษไปคุ้มครอง ในกรณีปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า มีเพียงการอบรมแก่กำลังพลที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ว่า “ห้ามล่วงเกินผู้หญิง”[9] จึงไม่พอต่อการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจต่อปัญหา “ข่าวลือ” เช่น เรื่องชู้สาวระหว่างทหารในพื้นที่กับผู้มุสลิมในพื้นที่ และกรณีของหญิงสาวแห่งหมู่บ้านซาลาแปที่มีการกล่าวหาว่าถูกคนร้ายข่มขืนก่อนถูกฆ่าทิ้ง และได้กลายเป็นประเด็นร้อนในการกล่าวหาเจ้าหน้าที่จากชาวบ้านในพท. ขบวนการนศ.-ประชาชนได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งในการชุมนุมประท้วงที่มัสยิดกลางปัตตานี [10] โดยเฉพาะไม่อาจเป็นหลักประกันหรือแสดงถึงการดำเนินนโยบาย มาตรการพิเศษเพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้หญิงและเด็กได้เลย
จากสถานะ บทบาท ผลกระทบต่อผู้หญิงในสถานการณ์ความไม่สงบ และแนวปฏิบัติสากลในสถานการณ์สู้รบ ประเด็นเรื่องผู้หญิงและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคนกลุ่มนี้ ควรจะได้รับการพิจารณา ให้ความสำคัญ และยกระดับให้เป็นปัญหาสาธารณะเช่นเดียวกับปัญหาการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือเป็นหน่วยวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อค้นพบและคำตอบใหม่ๆ สำหรับเป็นทางออกในการแก้ไขความไม่สงบที่เกิดขึ้น แนวทางการเยียวยาฟื้นฟูความเสียหายอันเกิดจากสถานการณ์ รวมถึงการสร้างให้เกิดสันติสุขขึ้นในพื้นที่อย่างแท้จริง
No Comments Yet »
RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI
ใส่ความเห็น
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.


