เสริมพลัง อบต.หญิง ลดปัญหาการเลือกปฏิบัติในท้องถิ่น

5 พฤษภาคม 2008 at 12:22 pm | In 1, News and Update | Leave a Comment
Tags:

กองทุนพัฒนาสตรีแห่งสหประชาชาติ ร่วมกับมูลนิธิผู้หญิงจัดฝึกอบรมหลักสูตรอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในบริบท เพศสภาพ ความขัดแย้งและการสร้างสันติ แก่สมาชิก อบต.หญิง ผู้นำหญิง และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อขจัดปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิผู้หญิง สามารถสร้างพลังแก่ผู้หญิงในการพัฒนา

นางสาวสุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ กองทุนพัฒนาสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเฟม เปิดเผยว่า ยูนิเฟมได้ร่วมกับมูลนิธิผู้หญิง จัดฝึกอบรมหลักสูตรอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในบริบทเพศสภาพ ความขัดแย้งและการสร้างสันติให้แก่ผู้หญิงกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนระดับปฏิบัติการ ผู้หญิงทำงานในองค์กรสตรีระดับฐานรากหรือองค์กรประชาชน ผู้นำหญิงระดับฐานราก

การอบรมครั้งนี้เป็นกลุ่มสุดท้ายคือ สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้หญิง ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่จัดทำแผน เพื่อสร้างความเข้าใจหลักการสำคัญของอนุสัญญา พันธะสัญญาของรัฐในการส่งเสริม พิทักษ์  และขจัดการเลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงกรอบทางวัฒนธรรมและการสร้างสันติทั้งในระดับครอบครัวและชุมชนเพื่อขจัดความขัดแย้งและความรุนแรง

“แม้ผู้หญิงจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำอยู่มาก การเพิ่มความรู้เรื่องความเสมอภาค การขจัดการเลือกปฏิบัติ และการจัดการความขัดแย้งแก่ อบต.หญิง ในการทำงาน จะเป็นหนทางหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิง สร้างให้เกิดการยอมรับ เชื่อมั่น และเปิดใจกว้างแก่ผู้หญิงเข้ามาทำงานพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้นต่อไป”

สำหรับผู้เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกอบต.หญิง ผู้นำสตรี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายแผนของอบต. ซึ่งเป็นตัวแทนจากทั่วประเทศ ประมาณ 60 คน โดยการจัดการอบรมจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2551 ที่กรุงเทพฯ

ชูธงเพิ่มที่นั่งผู้หญิงทางการเมืองเพื่อความเสมอภาค

1 กุมภาพันธ์ 2008 at 6:18 pm | In All, News and Update | Leave a Comment
Tags:

for-p1-07042551feb.jpg

กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองสิทธิผู้หญิงมากขึ้น แนะรัฐบาลใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวหนุนการเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในการเมืองทุกระดับ เผยตัวเลขที่นั่งผู้หญิงจิ๊บจ้อยแค่ร้อยละ 10  

นางสาวสุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ ผู้จัดการโครงการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามอนุสัญญา CEDAW กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ กล่าวถึงความก้าวหน้าการทำงานเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษชนผู้หญิงในประเทศไทยว่า องค์กรผู้หญิงและคณะอนุกรรมาธิการด้านสตรีในคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรีฯ ของ สนช. ในการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่ยังเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิ ง (CEDAW Committee) ของสหประชาชาติที่เสนอแนะให้ประเทศไทยเร่งแก้ไขมาโดยตลอด ตามที่ได้มีพันธะสัญญาไว้กับประชาคมโลก   สถาบันนิติบัญญัติจึงได้แก้ไขกฎหมายหลายฉบับให้คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิความเป็นคนของผู้หญิงมากขึ้น   และยังขยายความคุ้มครองแก่คนทุกเพศด้วย เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 276 ที่แก้ไขจาก ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็น ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น หมายความว่า ไม่ใช่แค่ภรรยาจะได้รับการคุ้มครองจากการข่มขืนเท่านั้น แต่ขยายการคุ้มครองคนทุกเพศด้วย เพราะการข่มขืนมิได้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบหญิงกับชายเท่านั้น  แต่เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ที่หลากหลายรูปแบบด้วย เช่น เพศเดียวกัน (homosexual relationship) 

นับแต่ปี 2549 เรื่อยมาได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองแก่หญิงในหลายมาตรา และมีกฎหมายใหม่ที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนผู้หญิง เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และกฎหมายคำนำหน้านามหญิง ซึ่งขั้นต่อไปจะต้องติดตามการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

อย่างไรก็ตาม แม้การแก้ไขกฎหมายจะมีความก้าวหน้าไปมาก ทั้งการบรรจุหลักการความเสมอภาคระหว่างหญิงชายในรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 การยกเลิกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ผู้แทนกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติเห็นว่า สิ่งที่ยังทำน้อยมากคือมาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อเร่งรัดให้ผู้หญิงได้รับความเสมอภาคอย่างแท้จริงเร็วขึ้น เช่น การกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างหญิงชายในการผู้สมัครรับเลือกตั้ง ได้รับเลือกตั้ง และการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเห็นว่า สัดส่วนของผู้หญิงในการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น แล้วที่มีตำแหน่งทางการเมือง เช่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ก็จะเป็นเครือญาติกับนักการเมืองชายทั้งสิ้น ดังนั้นความเท่าเทียมของโอกาสในการลงรับสมัครไม่เพียงพอ แต่ต้องได้ผลลัพธ์จากโอกาสที่เท่าเทียมด้วย นั่นคือได้รับเลือกและมีที่นั่งในสัดส่วนที่เหมาะสมและเท่าเทียมระหว่างหญิงชายด้วย  

ผลจากการที่กองทุนฯ สนับสนุนโครงการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงในองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น การฝึกอบรมผู้นำ การให้คำแนะนำเรื่องการหาเสียง การผลิตสื่อ และให้คำปรึกษาแก่ผู้สมัครสมาชิกอบต.ผู้หญิงในปีที่ผ่านมา มีผู้ร่วมโครงการได้รับเลือกเข้าไป 250 คน จากทั้งหมด 1,456 คน ซึ่งหากมีมาตรการพิเศษ เชื่อว่านอกจากจะช่วยเร่งรัดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงได้มากขึ้น ก็ช่วยขจัดค่านิยมที่ติดมักคิดว่า ชายเป็นผู้นำดีกว่าผู้หญิง

ดับไฟใต้ด้วยความเป็นหญิง

1 กุมภาพันธ์ 2008 at 4:37 am | In All, Special Report | Leave a Comment
Tags:

ทันทีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาเสนอความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเสนอให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปกครองพิเศษ แล้วปรับอีกหน่อยเป็นเขตปกครองพิเศษเฉพาะส่วน แล้วก็ไม่กล่าวถึงอีกเลย เพราะถูก ใบแดง จากผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบันให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเสียก่อน แม้การพูดถึงเขตปกครองพิเศษจะเป็นสิ่งที่ถูกวิจารณ์ว่าผิดกาละเทศะ แต่การออกมาพูดครั้งนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว อย่างน้อยก็ทำให้เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง

ยิ่งเมื่อพิจารณาในมุมมองของผู้หญิงแล้ว ก็ยิ่งน่าสนใจ โดยเฉพาะสิ่งนี้ยืนยันถึงความคิด แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ซึ่งละเลยต่อกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีพลังอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงบวกที่จะสนับสนุนให้เกิดความสงบสุขและสันติภาพขึ้น และเชิงลบอันเป็นเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงต่อไป นั่นคือกลุ่มผู้หญิง  

ผู้อยู่หลังความตาย  ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) ทำการเก็บข้อมูลจากครอบครัวผู้ประสบเหตุหรือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดปัตตานี ระหว่างเดือนมกราคม 2550 ถึงตุลาคม 2550 จำนวน 284 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประสบเหตุเป็นเพศชายร้อยละ 95.8 สมรสแล้วร้อยละ 89.1 เป็นหัวหน้าครอบครัวร้อยละ 84.5 และอยู่ในวัยทำงานอายุเฉลี่ย 45.9 ± 12.4 ปี นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 51.4 นอกจากสิ่งที่ได้รายงานแล้ว ความสูญเสียที่มองไม่เห็น นั่นคือการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำคัญต่ออีกหลายชีวิตในบ้าน ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นอีกสองเท่า สามเท่าหรือมากกว่านั้น โดยตัวเลขรวมของหญิงหม้ายและเด็กนับแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2547 ถึงปัจจุบัน มีหญิงหม้าย 934 คน เด็กกำพร้า 1,293 คน 

กะเซาะหญิงชาวบ้านที่บันนังสตาเล่าว่า หลังการหายตัวไปของสามี เธอกับลูกสาวและลูกชายต้องอยู่ด้วยความลำบาก แม้ว่าตอนที่สามียังอยู่ครอบครัวไม่ได้มั่งมีอะไร เพียงแค่พออยู่พอกิน ก็ไม่ได้เดือดร้อน พอเขาหายไปได้ จึงได้ลิ้มรสความยากลำบาก กะเซาะเคยคุยกับลูกสาวทางโทรศัพท์ให้ได้ยินว่า เธอบอกลูกสาวไปขอยืมเงินข้างบ้านก่อนห้าสิบบาท อีกสองวันแม่จะกลับเอาเงินไปคืนให้ ลูกสาวคนนี้ต้องหยุดเรียนเพียงชั้น ม.6 แม้ทุกวันนี้เธอก็ยังโทรมาเล่าถึงระเบิดที่เกิดขึ้นเสมอ พี่ปลาขา วันนี้มีระเบิดที่ตลาด ขายของไม่ได้เลย กะเซาะไม่มีจะกินแล้ว   

หาลีเมาะแห่งห้วยกระทิงแม่หม้ายลูกสามผู้ชอบพกรูปถ่ายลูกชายในกระเป๋าตังค์ เอาไว้คอยดูเวลาคิดถึงเมื่อเธอต้องขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างกรุงเทพฯ-ยะลาตามคำเชิญของหน่วยงานหลายแห่ง หาลีเมาะเป็นผู้สูญเสียสามีไปในเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน พร้อมรอยประทับทางสังคมว่าเป็น เมียโจร ที่ฝังร่างไว้จนทุกวันนี้ เมื่อมีโอกาสได้คุยกันวันหนึ่ง เธอยื่นจดหมายยับๆ ที่มีลายมือขยุกขยิก ก่อนจะอ่านให้ฟังเพราะเกรงว่า จะแกะลายมือไม่ออก ถ้อยความในจดหมายนั้นบอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ แต่เป็นปัญหาใหญ่และหนักหนาสาหัสสำหรับเธอและลูกว่า  

“เมาะเป็นคนผู้ (พูด) ไม่เป็นภาษาไทย พี่ปลาช่วยหาลีเมาะที่ต้องการด้วย เพราะหาลีเมาะเป็นครอบครัวคนเดียว หาลีเมาะขึ้นมากรุงเทพครั้งนี้ หาลีเมาะดีใจบอกไม่ถูก แต่เดี๋ยวนี้หาลีเมาะกำลังสร้างบ้านไม่พอกับเงิน เพราะของแพงมาก ต้องขุดบอ (บ่อ) น้ำ ต้องมีค่าขุดบอ (บ่อ) น้ำด้วย หาลีเมาะย่าง (อยาก) อยู่เร็วๆ ขอบคุณพี่ปลามากที่เข้าใจเรื่องของหาลีเมาะ” 

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวของหาลีเมาะ และผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบผ่านการสื่อสารสาธารณะ ฟังซ้ำ วนเวียน จนชาชิน และในที่สุดกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นข่าว ถูกดูดกลืนไปในกระแสเรื่องเล่าที่ใหญ่กว่า เทียบระหว่างเรื่องเขตปกครองพิเศษกับปัญหาปากท้องและการดำรงชีวิตแต่ละวัน เรื่องแรกเป็นประเด็นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน ผู้ให้ความเห็นหลักล้วนเป็นผู้ชาย ไล่เรื่อยมาตั้งแต่รัฐมนตรี นักวิชาการ ผู้นำความคิด และผู้นำศาสนา  ส่วนเรื่องหลังที่เป็นความเดือดร้อน ความยากลำบาก ความขัดสน และความคับแค้นใจที่ผู้ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่สามารถจะขับเคี่ยว แย่งชิงพื้นที่สาธารณะกับเขตปกครองพิเศษ และขาดแคลนนักวิชาการ ผู้นำความคิด ผู้นำศาสนาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นจริงเป็นจัง   

ผู้ไขว่คว้าหาสันติภาพ 

ในการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบส่วนของภาคประชาชนจำนวนกว่า 20 หน่วยงานและองค์กร[1]พบว่า กลุ่มผู้หญิงเป็นกำลังสำคัญ สามารถเข้าถึง เข้าใจ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูญเสียได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับแนววิเคราะห์สตรีนิยมซึ่งให้คุณค่าแก่ความเป็นหญิงที่อธิบายว่า ผลจากความคาดหวังทางสังคมต่อผู้หญิงในฐานะมารดาของบุตร ได้หล่อหลอม ขัดเกลาและสร้างบุคลิก ลักษณะและความรับผิดชอบให้แก่ผู้หญิงเป็นผู้ดูแล ผู้ให้และผู้รักษาชีวิต ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามและแตกต่างออกไปจากผู้ชาย ผู้หญิงมีแนวโน้มของการเป็นผู้รักสันติภาพ ต่อต้านสงคราม รวมถึงการแสวงหาหนทางเพื่อระงับและยุติความรุนแรงอย่างสร้างสรรค์(2)  

ลักษณะดังกล่าวปรากฏในการทำงานสันติภาพในกรณีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เช่นแนวคิดเรื่อง กอดสีชมพู (3) ทำให้เห็นจุดแข็งของการเป็นผู้หญิงในการเยียวยา ซึ่งได้ใช้การสัมผัสร่างกาย เช่น การกอด การบีบมือ การนวด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ความคับแค้นใจ และสร้างสภาวะสันติขึ้นภายในจิตใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูญเสียส่วนใหญ่เหลือแต่เด็กและผู้หญิง ทำให้ยิ่งสัมผัสและโอบกอดกันได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้การทำงานที่เป็นงานสร้างเพื่อนยังช่วยประสานรอยร้าว ความบาดหมาง และระแวงสงสัยในท่ามกลางความขัดแย้ง นั่นคือการทำงานเพื่อลดความรู้สึกของผู้สูญเสียที่คิดว่าตนเองต้องถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว โดยการรับรู้ รับฟังปัญหาและไม่ปล่อยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่เพียงลำพัง คอยให้คำปรึกษา หาช่องทาง แนะทางออก และแสดงให้เห็นว่ายังไม่ถึงทางตัน 

ประการสำคัญต่อมาคือความเป็นมารดา และความเป็นหญิงยังช่วยลดการเผชิญหน้า ลดความกดดัน ลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เมื่อผู้ชายตกเป็นเป้าหมาย ผู้ต้องสงสัย และถูกมองอย่างไม่ไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวและการทำงานเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก็จะถูกติดตาม ตรวจค้น และรบกวนการทำงานตลอด ผู้หญิงจึงเข้ามามีบทบาทแก้ไขสถานการณ์ ความขัดข้อง และคลี่คลายความสงสัย ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น เช่นกรณีของเยาวชนใจอาสา ซึ่งรอมือละห์ แซเยะแกนนำกลุ่มเล่าว่า ผู้หญิงกลายเป็นผู้นำกลุ่มเพราะผู้ชายถูกเรียกตรวจค้นบ่อย ถูกติดตามมากจนทำงานไม่สะดวก กลุ่มบุกเบิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชายถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่ มีการค้นบ้านของนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่ม จึงมีการชักชวนนักศึกษาหญิงเข้ามาร่วมด้วย พอมีนักศึกษาหญิงทำให้การไปไหนมาไหนสะดวกมากขึ้น การตรวจค้นไม่เข้มงวดเท่ากับการไปเฉพาะกลุ่มผู้ชาย  

ผู้หญิงยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ย้ำและยืนยันความเป็นหญิงที่มีแนวโน้มของการเป็นผู้รักสันติภาพ ต่อต้านความรุนแรง  เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบรางวัลผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อสนับสนุนผู้หญิงที่ทำงานด้านปกป้องสิทธิมนุษยชน และรณรงค์เผยแพร่ให้สังคมตระหนักถึงบทบาทและภารกิจของผู้หญิงในการทำงานด้านนี้ มีผู้หญิงได้รับรางวัลจากการทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับกรณีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร นางโซรยา จามจุรี และนางแยนะ สาแลมะ  

ผู้ใช้ความรุนแรง 

ประมาณปลายปี 2549 พบว่า การชุมนุมประท้วงโดยมวลชนปรากฏองค์ประกอบที่เป็นผู้หญิงและเด็กมากขึ้น ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ประท้วงเป็นชาวไทยมุสลิม เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีการก่อความไม่สงบ และรองลงมาคือการเรียกร้องขับไล่กองกำลังทหารหรือตำรวจออกจากพื้นที่[4] แม้ว่า แต่ละครั้งของการชุมนุม จำนวนผู้หญิงและเด็กที่เข้าร่วมจะไม่ถึง 100 คน หากแต่มีอิทธิพลและส่งผลต่อการรับรู้ในเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะทำให้เห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวดำเนินไปโดยใช้สันติวิธีผ่านการใช้ผู้หญิงที่มีฐานะในเชิงสัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเป็นเพศมารดาซึ่งเป็นผู้ให้และรักษาชีวิต ดังนั้นหากถูกปราบปราม ปฏิบัติการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ  ไม่เพียงแต่ฝ่ายรัฐจะถูกประณามเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม แต่ยังถูกประณามในเชิงสัญลักษณ์ เพราะทำให้ผู้ชายเจ้าหน้าที่รัฐถูกผลักไปอยู่ด้านตรงข้ามของผู้หญิงซึ่งถูกอธิบายโดยผูกติดกับสันติภาพ ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กในการสลายการชุมนุม แม้เป็นการทำหน้าที่ด้วยความสุจริต และสันติวิธีแล้ว ก็ยังเห็นว่า เป็นการกระทำที่รุนแรง และไร้มนุษยธรรม ซึ่งด้วยกลไกนี้เองได้บดบังการพิจารณาบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้กระทำการ ผู้มีส่วนร่วม และใช้ความรุนแรง 

จากประสบการณ์ของทหารพรานหญิงซึ่งทำหน้าในการสลายการชุมนุม เธอเล่าว่า ต้องใช้ความอดทน สะกดกลั้น และนิ่งเฉยต่อเสียงยั่วยุ การก่นด่า และการท้าทายการทำงานของฝ่ายผู้ชุมนุม ทหารพรานหญิงมุสลิมต้องขอร้องเพื่อนทหารด้วยกันว่า ในเวลาทำงานไม่ขอแปลคำพูดทั้งหลายที่ถูกส่งมาจากกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะเกรงว่า เพื่อนจะมีอารมณ์ตอบโต้กลับ นอกจากนี้จากการทำงานยังพบว่า บางเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ใช่คนท้องถิ่น น่าจะถูกจัดตั้งขึ้นมา มีการซักซ้อมว่าถ้าตำรวจหรือทหารมาจะทำอย่างไร ต้องไม่ยอมท่าเดียว[5]  ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธการเจรจา การรับฟังคำชี้แจง และข้อเสนอแนะอันเป็นแนวทางสันติวิธีเพื่อระงับและยุติความขัดแย้ง  

กรณีเหตุการณ์ที่โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งชาวบ้านทั้งผู้ชายและผู้หญิงจับครูผู้หญิงคนพุทธ 2 คนเป็นตัวประกัน และร่วมกันทำร้ายครูทั้งสองอย่างทารุณ เป็นเหตุให้ครูจูหลิง ปงคำมูลได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา คดีนี้ผู้หญิงตกเป็นผู้ต้องหาร่วมด้วย   

อีกตัวอย่างหนึ่งของปฏิกริยาตอบสนองต่อการสูญเสีย การชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยในกรณีต่างๆ แสดงออกถึงลักษณะ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ดังมีกรณีม็อบชนม็อบเกิดขึ้น เช่น การชุมนุมของไทยพุทธครั้งแรกที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เพื่อยื่นข้อเสนอให้ทหาร ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัยของคนพุทธและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธ์ และยังมีการชุมนุมต่อมาอีกหลายครั้งต่อมา กรณีที่ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปรากฏการชุมนุมเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มไทยพุทธและมุสลิม ซึ่งฝ่ายมุสลิมได้สลายตัวไปก่อน ผู้หญิงไทยพุทธที่ได้ร่วมในการชุมนุมดังกล่าว เล่าด้วยความขุ่นเคือง และโกรธแค้นว่า พวกนั้น (กลุ่มผู้ชุมนุม) เป็นผู้ชายปลอมตัว ถ้าเข้าไปถลกกระโปรงได้ จะเข้าไปดูให้รู้เลย เราอดทนแล้ว แต่คนตายไม่หยุด ใครบอกให้ออกไปต่อต้าน จะไป จะสู้แล้ว เคยดีกันมาตั้งนาน ใครดีด้วย ใครไม่ดีเราก็จะไม่ดีอีกแล้ว” (6) 

สิ่งที่ต้องการเสนอไว้คือกรณีของผู้หญิงและเด็กที่มาชุมนุมประท้วงควรมองเห็นทั้งสองด้านที่ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำ เป็นทั้งผู้รักสันติภาพ และผู้สนับสนุนสงคราม และใช้ความรุนแรง เพราะการมองเห็นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในสถานการณ์ ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาที่ไม่รอบด้าน และไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงที่ต่อเนื่องไม่จบ โดยเฉพาะการส่งต่อความเกลียดชัง ความคับแค้นใจ และความรุนแรงผ่านผู้หญิง เพราะเธอเหล่านี้ไม่ใช่แม่ของลูกเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทและความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นแม่ของชุมชน เผ่าพันธุ์ และแผ่นดินด้วย  

การส่งผ่านและถ่ายทอดบทเรียนการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เช่นกรณีชาวมุสลิมผู้เป็นมารดาในปาเลสไตน์ นอกจากเธอจะเลี้ยงลูกเช่นเดียวกับแม่คนอื่นแล้ว เธอได้เริ่มต้นบทเรียนการต่อสู้ให้แก่ลูกของเธอด้วย นั่นคือการขว้างปาลูกหินใส่รถถังทหารของรัฐอิสราเอลที่ปล้นดินแดน และขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากมาตุภูมิของตนเอง ในนาม อัล-อินติฟา เดาะฮ (การลุกขึ้นใหม่) กล่าวสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน บทเรียนเหล่านี้ได้เริ่มต้น ถูกส่งผ่านและถ่ายทอดแล้ว ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจุบันว่า จะสามารถลดความขัดแย้ง สร้างความเป็นธรรม ขยายบทบาทเชิงบวกในการเป็นผู้รักสันติภาพ ขจัดเงื่อนไขและปัจจัยที่ไปเอื้อให้เกิดบทบาทเชิงลบที่ใช้ความรุนแรงของผู้หญิงอย่างไร   

ผู้ที่ถูกละเลย สถานะและบทบาทของผู้หญิงในสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ เป็นผู้ได้รับผลกระทบที่มองไม่เห็น บทบาทต่อการสร้างสันติภาพ และการเป็นเงื่อนไขและสนับสนุนความรุนแรง  แต่เรื่องราวของผู้หญิงเหล่านี้กลับไม่ได้รับความสนใจหรือถูกพิจารณานับเข้าเป็นองค์ประกอบเพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ดูจากข้อเสนอที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นข้อเสนอทางการเมือง ฝ่ายความมั่นคง ภาคประชาสังคม ผลการสำรวจความคิดเห็น และการทำการศึกษาวิจัยล้วนแต่เป็นการเสนอเพื่อปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูโครงสร้างหลักๆ เช่น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและระบบการศึกษา นำไปสู่การจัดการ กำหนดรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจของพื้นที่และรัฐบาล เพื่อบริหารจัดการให้สอดคล้องกับพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา เช่นตัวอย่างข้อเสนอที่ปรากฏในรายงานคณะกรรมการอิสระสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส)  

สำหรับประเด็นสถานะและบทบาทของผู้หญิงจะถูกซุกซ่อน แอบไว้ในปัญหาสังคมในหัวข้อย่อยว่าด้วยหญิงหม้ายและเด็กกำพร้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้ความช่วยเหลือ การสังคมสงเคราะห์ และการเยียวยารายบุคคล ข้อดีคือช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น แต่ข้อด้อยคือนอกจากเป็นการจำกัดกลุ่มผู้หญิงที่ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบไว้เพียงบางกลุ่ม ยังส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้หญิงอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกีดกันให้ประเด็นผู้หญิงและปัญหาของผู้หญิงออกจากหน่วยการวิเคราะห์หลักเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ  

คณะทำงานวาระทางสังคม และมูลนิธิผู้หญิงได้ร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้หญิงกลุ่มต่างๆ เพื่อทราบสถานการณ์ ปัญหา ความเดือดร้อน แสวงหาศักยภาพในการแก้ไขปัญหา แนวทางและวิธีการจากมุมมองของผู้หญิงในการสร้างให้เกิดความสงบสุขขึ้น น่าสนใจว่า ปัญหาในมุมมองของผู้หญิง มิได้มีสาเหตุหลักจากความไม่สงบที่เกิดขึ้น การแบ่งแยกดินแดน หรือปัญหาอัตลักษณ์ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและสังคมที่บีบให้พวกเขาตกเป็นคนชายขอบ เป็นคนด้อยและยากจนในโอกาสของชีวิตด้านต่างๆ เช่น กรณีของผู้หญิงในหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งสะท้อนว่า พอหาปลาได้น้อยลง ทำให้รายได้ไม่พอเพียงในครอบครัว ผู้หญิงจะปรับตัวให้ง่ายกว่าที่จะขวนขวายเข้ามาเป็นแรงงานแพปลา คัดแยกปลา ได้เงินไม่มาก แต่ก็ได้ปลาไปเป็นอาหาร ส่วนผู้ชายปรับตัวได้น้อยมาก พอไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ จะกลัดกลุ้มไม่สบายใจ หาทางออกด้วยการไปสูบบุหรี่ กินเหล้า ไปร้านน้ำชา  

กรณีที่สามีเสียชีวิต ผู้หญิงหม้ายต้องรับผิดชอบและแบกภาระครอบครัวไว้คนเดียว ยิ่งมีลูกมากจะยิ่งประสบปัญหามาก บางคนถูกมองว่าร่ำรวยเพราะเงินที่ได้รับความช่วยเหลือ จึงถูกผู้ชายตามตื้อขอแต่งงานด้วย ชุมชนบางแห่งสนับสนุนให้ผู้ชายที่มีครอบครัวรับอุปการะผู้หญิงหม้ายเป็นภรรยาอีกคน เพื่อจะช่วยดูแล ให้ความคุ้มครองครอง นอกจากนี้ผู้หญิงต้องเผชิญกับการกระทำความรุนแรงทางเพศ ต้องอดทนต่อการถูกกระทำ  เพราะทัศนคติต่อเรื่องเพศเป็นสิ่งที่ต้องห้าม หรือเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ มีผู้หยิบยกกรณีผู้หญิงพิการ สติไม่ดี ถูกข่มขืนโดยคนในหมู่บ้าน วิธีการแก้ปัญหาของชุมชนคือการทำหมันผู้หญิง แต่มิได้บอกว่า ผู้ชายได้รับโทษอย่างไรบ้าง  

จากข้อมูลจะพบว่า ผู้หญิงไม่ได้เพียงเผชิญกับผลกระทบจากความไม่สงบเท่านั้น หากต้องเผชิญกับผลกระทบจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำ เพราะความแตกต่างของปัจจัยต่างๆ ในสังคมซึ่งดำรงอยู่ก่อนความไม่สงบ และความไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมซึ่งส่งผลต่อชีวิตและสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเช่นประสบการณ์การถูกกดขี่ผู้หญิงในหลายสังคม การถูกบังคับให้แต่งงานอายุน้อย การมีลูกเป็นจำนวนมาก การขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะและวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องต่อตลาดแรงงาน สามารถที่จะดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ การได้รับโอกาสทางการศึกษา และการตัดสินใจมีครอบครัวด้วยความพร้อมและสมัครใจ  

ดังนั้นแม้สงครามที่ใช้ความรุนแรง การต่อสู้ด้วยกองกำลังรูปแบบต่างๆ จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจะยุติลง แต่มิได้เป็นหลักประกันได้เลยว่า สงครามในชีวิตประจำวัน จะยุติลงไปด้วย สันติภาพที่ได้มาภายหลังการสิ้นสุดของสงครามก็เป็นเพียงสันติภาพเชิงลบ (Negative Peace) คือเป็นเพียงการยุติลงของความขัดแย้ง ความรุนแรง และสงคราม ซึ่งไม่อาจไว้วางใจได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะความรุนแรงในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมยังดำรงอยู่ ขณะที่สงครามและความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการละเมิดชีวิตผู้หญิงมากขึ้น โดยมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความรุนแรงในมิติเพศสภาพ (Gender-Based Violence) ต่อชีวิตของผู้หญิงในสถานการณ์ปกติ ทำให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในสงคราม และยังเป็นเหยื่อของโครงสร้างและวัฒนธรรมซึ่งกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ และกระทำความรุนแรงต่อเธอด้วย[7] ดังนั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นสันติภาพเชิงบวก (Positive Peace) จะต้องสลาย ขจัดและยุติการกระทำอันจะนำไปสู่ การเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการยุติความขัดแย้ง และความรุนแรงในสถานการณ์ไม่ปกติ หรือภาวะสงคราม    

แก้ปัญหาความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องใส่ใจเรื่องผู้หญิง 

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ประกันสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ความมั่นคงทางสังคม ทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหลาย และโอกาสทางการศึกษา โดยได้แสดงความกังวลต่อสถานภาพของผู้หญิงมุสลิมในภาคใต้ที่มีการแต่งงานตั้งแต่เยาว์วัยเนื่องจากบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม จะส่งผลกระทบต่อโอกาสและความก้าวหน้าในชีวิตของผู้หญิง ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบก็ได้ซ้ำเติมให้เกิดความยากลำบากแก่หญิงมากขึ้น ในฐานะที่รัฐบาลได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) จำเป็นต้องดำเนินการออกมาตรการที่เหมาะสมทุกอย่าง รวมทั้งการออกกฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง  

แต่นโยบาย มาตรการ และข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบยังมิได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงโดยเฉพาะ หรือยังขาดมุมมองมิติทางเพศ (Gender) ในการจัดทำนโยบาย กำหนดมาตรการ และวิธีการเพื่อยุติความรุนแรง รายงานการศึกษานโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง กรณีนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ได้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังดำเนินการด้านการปราบปรามเป็นหลัก ขาดความอ่อนไหวด้านมิติทางสังคมและวัฒนธรรม แม้รัฐบาลโดยฝ่ายความมั่นคงอ้างถึงการนำแนวคิดเอาชนะทางความคิดซึ่งได้ผลในสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์มาใช้ แต่ในทางปฏิบัติกลับมิได้มีมาตรการเพื่อดำเนินการที่ชัดเจน[8]  

นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้แสดงความวิตกกังวลต่อการถูกกระทำความรุนแรงที่มีเพศเป็นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการข่มขืนและการละเมิดทางเพศ จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษไปคุ้มครอง ในกรณีปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า มีเพียงการอบรมแก่กำลังพลที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ว่า ห้ามล่วงเกินผู้หญิง[9]  จึงไม่พอต่อการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจต่อปัญหา ข่าวลือ เช่น เรื่องชู้สาวระหว่างทหารในพื้นที่กับผู้มุสลิมในพื้นที่ และกรณีของหญิงสาวแห่งหมู่บ้านซาลาแปที่มีการกล่าวหาว่าถูกคนร้ายข่มขืนก่อนถูกฆ่าทิ้ง และได้กลายเป็นประเด็นร้อนในการกล่าวหาเจ้าหน้าที่จากชาวบ้านในพท.  ขบวนการนศ.-ประชาชนได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งในการชุมนุมประท้วงที่มัสยิดกลางปัตตานี [10] โดยเฉพาะไม่อาจเป็นหลักประกันหรือแสดงถึงการดำเนินนโยบาย มาตรการพิเศษเพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้หญิงและเด็กได้เลย

จากสถานะ บทบาท ผลกระทบต่อผู้หญิงในสถานการณ์ความไม่สงบ และแนวปฏิบัติสากลในสถานการณ์สู้รบ ประเด็นเรื่องผู้หญิงและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคนกลุ่มนี้ ควรจะได้รับการพิจารณา ให้ความสำคัญ และยกระดับให้เป็นปัญหาสาธารณะเช่นเดียวกับปัญหาการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือเป็นหน่วยวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อค้นพบและคำตอบใหม่ๆ สำหรับเป็นทางออกในการแก้ไขความไม่สงบที่เกิดขึ้น แนวทางการเยียวยาฟื้นฟูความเสียหายอันเกิดจากสถานการณ์ รวมถึงการสร้างให้เกิดสันติสุขขึ้นในพื้นที่อย่างแท้จริง


[1] จิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน,การดำเนินงานว่าด้วยการเยียวยาโดยหน่วยงานภาคประชาชน, เอกสารประกอบการประชุม, 2550.
[2] Joshua S. Goldstein, War and Gender, Cambridge University Press: Cambridge, 2001, p. 41-46.
[3] อลิสา หะสาเมาะ, สันติวิธีในงานเยียวยา: มุมมองผู้หญิงทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในhttp://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=165
[4] ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี,จะลดความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ รัฐต้องรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์-คงสมานฉันท์ชายแดนใต้, ใน http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=1839&Itemid=56 
[5] เลขา เกลี้ยงเกลา,เปิดใจทหารพรานหญิง… ดอกไม้ของชาติ, ในhttp://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2105&Itemid=58 
[6]  ปาริฉัตร บัตรประโคน, รายงานศึกษาวิจัยนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง: นโยบายแก้ไขความรุนแรงในจังหวัดขายแดนภาคใต้, 2550.
[7] Chalotte Bunch, Feminism, Peace, Human Rights and Human Security in Feminist Politics Activism and Vision: Local and Global Challenges, Zed Books: London, 2005.
[8] ปาริฉัตร บัตรประโคน, รายงานศึกษาวิจัยนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง: นโยบายแก้ไขความรุนแรงในจังหวัดขายแดนภาคใต้, 2550. นโยบายนี้อยู่ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
[9] เรื่องเดียวกัน
[10] เมื่อทหารพรานถูกกล่าวหาว่าข่มขืนสาวไทยมลายูที่บ้านบาซาลาแป อ.ยะหา จ.ยะลา ใน http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2165&Itemid=58

ผู้หญิงก็มีสิทธิ : สิทธิความเป็นคนของผู้หญิง

1 กุมภาพันธ์ 2008 at 4:22 am | In All, Special Report | Leave a Comment
Tags:

สิทธิความเป็นคนของผู้หญิงเป็นสิทธิมนุษยชนบนฐานคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศ โดย ภาวะความเป็นหญิง ทั้งในด้านชีวภาพ และทางด้านสังคม ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้หญิงในหลากหลายแง่มุมที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ การเอารัดเอาเปรียบ การกระทำความรุนแรง และการละเมิดความเป็นมนุษย์ กฎหมาย นับเป็นกลไกสำคัญที่จะขจัดความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ได้ แต่ในหลายกรณี กฎหมายกลับกลายเป็นเครื่องมือที่ละเมิดสิทธิความเป็นคนของผู้หญิงเสียเอง 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากกฎหมายอาญา มาตรา 276 ฉบับเดิมที่ระบุว่า ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนเป็นความผิด ซึ่งมีนัยว่า ภรรยาไม่ได้รับความคุ้มครองจากการถูกข่มขืนโดยสามี สถาบันครอบครัวทำให้ผู้หญิงตกเป็น วัตถุ เป็น สมบัติ อย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าของนั้นจะกระทำอย่างไรตามใจ ไม่เว้นแม้แต่การกระทำนั้นคือการข่มขืนกระทำชำเรา  

ด้วยความพยายามอย่างหนักขององค์กรผู้หญิงและคณะอนุกรรมาธิการด้านสตรีในคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรีฯ ของ สนช. ในการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่ยังเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิ ง (CEDAW Committee) ของสหประชาชาติที่เสนอแนะให้ประเทศไทยเร่งแก้ไขมาโดยตลอด ตามที่ได้มีพันธะสัญญาไว้กับประชาคมโลก   สถาบันนิติบัญญัติจึงได้แก้ไขกฎหมายหลายฉบับให้คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิความเป็นคนของผู้หญิงมากขึ้น   และยังขยายความคุ้มครองแก่คนทุกเพศด้วย เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 276 ที่แก้ไขจาก ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็น ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น หมายความว่า ไม่ใช่แค่ภรรยาจะได้รับการคุ้มครองจากการข่มขืนเท่านั้น แต่ขยายการคุ้มครองคนทุกเพศด้วย เพราะการข่มขืนมิได้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบหญิงกับชายเท่านั้น  แต่เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ที่หลากหลายรูปแบบด้วย เช่น คนรักเพศเดียวกัน (homosexual relationship 

ผู้แทนจากสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้รายงานผลการแก้ไขกฎหมายในการสัมมนาสิทธิความเป็นคนของผู้หญิง: พันธกรณีระหว่างประเทศ กฎหมายและข้อถกเถียง จัดโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ ดังตารางต่อไปนี้ 

กฎหมายที่ได้รับการแก้ไข ปี 2549-ปัจจุบัน
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา  276  การข่มขืนกระทำชำเรา (เดิม) ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลัง ประทุษร้าย  โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้  หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท มาตรา  276  การข่มขืนกระทำชำเรา (ใหม่)ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ  โดยใช้กำลัง  ประทุษร้าย  โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้  หรือโดยทำให้     ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท      การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น  
มาตรา  277  การกระทำชำเราเด็กหญิง (เดิม) ผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี  ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สี่ปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท  มาตรา  277  การกระทำชำเราเด็กหญิง (ใหม่) ผู้ใดกระทำชำเราเด็กที่อายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งสี่ปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท   
มาตรา  286  การดำรงชีพจากผู้ซึ่งค้าประเวณี (เดิม) ผู้ใดอายุกว่าสิบหกปีดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต   มาตรา  286  การดำรงชีพจากผู้ซึ่งค้าประเวณี (ใหม่) ผู้ใดอายุกว่าสิบหกปีดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่น  สี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต  
มาตรา  246  การทุเลาการบังคับโทษหญิงตั้งครรภ์ (เดิม)ศาลมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อนจนกว่าเหตุอันควรทุเลาจะหมดไป ในกรณีต่อไปนี้เมื่อจำเลยวิกลจริตเมื่อเกรงว่าจำเลยจะถึงอันตรายแก่ชีวิต  ถ้าต้องจำคุกถ้าจำเลยมีครรภ์แต่เจ็ดเดือนขึ้นไปถ้าจำเลยคลอดบุตรแล้วยังไม่ถึงเดือนในระหว่างทุเลาการบังคับอยู่นั้น ให้ศาลสั่งพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ จัดให้บุคคล   ดังกล่าวแล้ว อยู่ในความควบคุมในสถานที่อันควร   มาตรา  246  การทุเลาการบังคับโทษหญิงตั้งครรภ์ (ใหม่) เมื่อจำเลย สามี ภริยา ญาติของจำเลย พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ   หรือเมื่อศาลเห็นสมควร  ศาลมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับโทษจำคุกไว้ก่อนจนกว่าเหตุอันควรทุเลาจะหมดไป ในกรณีดังต่อไปนี้                                    - เมื่อจำเลยวิกลจริต                                    - เมื่อเกรงว่าจำเลยจะถึงอันตรายแก่ชีวิตถ้าต้องจำคุก                                     - ถ้าจำเลยมีครรภ์                                    - ถ้าจำเลยคลอดบุตรแล้วยังไม่ถึงสามปี และจำเลยต้องเลี้ยงดูบุตรนั้น          ในระหว่างทุเลาการบังคับอยู่นั้น ศาลจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในความควบคุมในสถานที่อันควรนอกจากเรือนจำหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายจำคุกก็ได้  และให้ศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดชอบในการดำเนินการตามคำสั่ง  
มาตรา  247  วรรคสองโทษประหารชีวิต (เดิม) หญิงใดจะต้องประหารชีวิต ถ้ามีครรภ์อยู่     ให้รอไว้จนคลอดบุตรเสียก่อนแล้วจึงให้ประหารชีวิต   มาตรา  247  วรรคสองโทษประหารชีวิต (ใหม่) หญิงใดจะต้องประหารชีวิต ถ้ามีครรภ์อยู่ ให้รอไว้จนพ้นกำหนดสามปีนับแต่คลอดบุตรแล้ว ให้ลดโทษประหารชีวิตลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต  เว้นแต่เมื่อบุตรถึงแก่ความตายก่อนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว  ในระหว่างสามปีนับแต่คลอดบุตร  ให้หญิงนั้นเลี้ยงดูบุตรตามความเหมาะสมในสถานที่ที่สมควรแก่การเลี้ยงดูบุตรภายในเรือนจำ  
ประมวลกฎหมายแพ่ง  
มาตรา  1445 การเรียกค่าทดแทนผู้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้น (เดิม) ชายคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นซึ่งได้ร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้นโดยรู้หรือจะรู้ว่าหญิงได้หมั้นกับชายคู่หมั้นนั้นแล้วได้ เมื่อชายคู่หมั้นได้บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 แล้ว   มาตรา  1445 การเรียกค่าทดแทนผู้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้น (ใหม่) ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตน โดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น  เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วตามมาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แล้วแต่กรณี 
มาตรา  1446  การเรียกค่าทดแทนผู้ข่มขืนคู่หมั้น (เดิม) ชายคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงคู่หมั้น โดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้นได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น   มาตรา  1446  การเรียกค่าทดแทนผู้ข่มขืนคู่หมั้น (ใหม่) ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้นได้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น 
มาตรา  1516  เหตุฟ้องหย่า (เดิม) สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้ อีกฝ่ายฟ้องหย่าได้   มาตรา  1516  เหตุฟ้องหย่า (ใหม่) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี  เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ  อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

 สำหรับพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิงที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และจะมีผลบังคับใช้อีก 120 วันข้างหน้านับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นการให้โอกาสผู้หญิงเลือกใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจ ถือได้ว่าเป็นลดการให้คุณค่าหรือตัดสินคนที่สถานะภาพการสมรส ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เช่น บริษัทหลายแห่งไม่พิจารณารับพนักงานหญิงที่สมรสแล้ว มีสาระสำคัญ คือ หญิงอายุ 15 ปี ยังไม่สมรสใช้ นางสาว ส่วนหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้ว จะใช้ นาง หรือ นางสาว ได้ตามความสมัครใจ  กรณีหญิงที่สมรสแล้ว ต่อมาการสมรสสิ้นสุดลงจะใช้ นาง หรือ นางสาว ก็ได้ 

แก้กฎหมายว่ายากแล้ว แต่แก้ไขเจตคติของสังคมยากยิ่งกว่า  

กฎหมายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงง่าย เจตคติต้องช่วยกันแก้ วิมลศิริ ชำนาญเวช เตือนให้ต้องตระหนักต่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิความเป็นคนของผู้หญิงที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องกฎหมายเท่านั้น ในมาตรา 276 ไม่ใช่คุ้มครองความเท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องการป้องกันการถูกกระทำความรุนแรงด้วย    อย่างไรก็ตาม การได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายนี้ ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่า เจตคติทางลบจะถูกขุดรากถอนโคนไปด้วย เช่น เจตคติที่เห็นว่าภรรยาเป็น สมบัติ ของสามี หรือความรุนแรงในครอบครัวซึ่งผู้หญิงถูกกระทำในพื้นที่ส่วนตัวเป็นเพียงเรื่องลิ้นกับฟันกระทบกัน อันเป็นผลของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ภายใต้โครงสร้างทางสังคม ความคิดความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิง ในการแก้ไขกฎหมายจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงเจตคติ สร้างความตระหนักต่อสิทธิมนุษชนของผู้หญิง  

ด้านจุรี วิจิตรวาทการ สะท้อนประสบการณ์จากการทำงานในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า แม้ที่มาของสภาแห่งนี้ต่างออกไปจากปกติ ไม่มีพันธนาการ ผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ก็พบว่าการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขกฎหมาย การเสนอกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้หญิง เป็นไปอย่างลำบาก เพราะติดกับพันธนาการของแต่ละคนที่เกิดขึ้นจากการหล่อหลอมทางสังคม เรื่องการแก้ไขเจตคติจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

เมื่อเสนอกฎหมายคำนำหน้านามหญิง ต้องเผชิญกับปัญหาที่คาดไม่ถึง ทั้งที่ สมาชิกวุฒิสภาหญิงน่าจะให้ความเห็นชอบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้มีทางเลือก พบว่ามีการต่อต้าน ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า เขาไม่มีปัญหาในการใช้นาง ซึ่งก็พยายามอธิบายว่าคนอื่นมีปัญหา ทำให้เสียโอกาสในการทำงาน ส่วนสว.ชายบางคนก็หัวเราะคิกคัก คิดว่าเป็นเรื่องขบขัน ล้อเลียนเรียกดิฉันว่า นางสาวจุรี  

นอกเหนือจากแรงต้านภายในสนช.แล้ว ก็ต้องเผชิญแรงต้านภายนอก โดยระหว่างกระบวนการเสนอกฎหมายมีจดหมายส่งมาถึงซึ่งเขียนมาต่อว่า จะให้ผู้แปลงเพศใช้นางสาวเพราะรักไอ้ตุ๊ดใช่ไหม บางฉบับก็เขียนมาว่า การสนับสนุนนี้เพราะคุณมีลูกเป็นเกย์ ข้อสรุปที่ได้รับเมื่อมองให้ลึกจากประสบการณ์นี้ พบว่า การมีกฎหมายที่จะกำหนดกรอบ กติกาเพื่อปกป้อง คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิ แต่ถ้าสังคมไม่พร้อม กฎหมายจะเป็นหมันไม่สามารถบังคับใช้ให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์ได้  การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขหรือเสนอกฎหมายต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างการเรียนรู้กับสังคมด้วย ไม่ใช่รู้แต่ตัวบทกฎหมาย แต่ควรรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร   

และสิ่งที่น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่นั่นคือ ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนยังมีความบกพร่อง ตระหนักรู้ไม่เต็มที่ สังคมไทยไม่เชื่อเรื่องความเป็นมนุษย์ ยังไม่เกิดการยอมรับสิ่งนี้จริงๆ  โดยเฉพาะสิทธิความเป็นคนของผู้หญิง ซึ่งยังติดอยู่กับการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ จำกัดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้หญิงว่าต้องรับผิดชอบครอบครัว ครั้นผู้หญิงเข้ามามีบทบาทนอกบ้านในมิติต่างๆ มากขึ้น  ก็เห็นแต่ว่าเป็นเหตุให้ครอบครัวล่มสลาย แทนที่สิ่งนี้จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างสามีภรรยา และเป็นสิทธิของผู้หญิงที่จะตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง  ปัจจุบันกฎหมายที่ระบุถึงสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงอย่างครอบคลุมและกว้างขวางมากที่สุดในปัจจุบัน ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ (CEDAW) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า อนุสัญญาผู้หญิง   อนุสัญญานี้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ มาตรฐานสากลที่จะให้ผู้หญิงมีความเสมอภาคกับชายอย่างแท้จริง นั่นคือ ได้รับโอกาสที่เสมอภาค สามารถเข้าถึงทรัพยากรหรือบริการ และได้รับประโยชน์จากทรัพยากรหรือบริการนั้นๆอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม     

สุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ ผู้จัดการโครงการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามอนุสัญญา CEDAW กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นของอนุสัญญานี้คือ 1) รวมเอาการพิทักษ์สิทธิของผู้หญิงที่ปรากฏในอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ เข้ามาอยู่ในอนุสัญญาฉบับเดียว 2) คุ้มครองผู้หญิงไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นคนทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะจากปัญหาความรุนแรง การค้ามนุษย์ การศึกษา อนามัยการเจริญพันธุ์ การทำงาน กฎหมาย การมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ  3) ระบุถึงการปรับเปลี่ยนแบบแผนหรือการปฏิบัติในสังคมที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมีฐานคิดที่ให้คุณค่าแก่เพศหนึ่งและเหยียดอีกเพศหนึ่ง ทำให้หญิงมักต่ำต้อยกว่าชาย นำมาสู่การเลือกปฏิบัติหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง   

อนุสัญญานี้จึงกำหนดให้รัฐบรรจุหลักการความเสมอภาคระหว่างหญิงชายในรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศไทยก็ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว การยกเลิกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศก็ทำไปได้มากทีเดียว    ส่วนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงในแต่ละเรื่องนั้น กำหนดให้รัฐมีนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ ต่อผู้หญิง รวมทั้งใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อเร่งรัดให้ผู้หญิงได้รับความเสมอภาคอย่างแท้จริงเร็วขึ้น ซึ่งส่วนนี่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร 

อย่างไรก็ตามนโยบายและมาตรการต่างๆ ยังไม่ได้คำนึงถึงปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชน ซึ่งมีทั้งหญิงและชาย ในวัย ฐานะทางเศรษฐกิจ และ สภาพทางร่างกายที่แตกต่างกัน  รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายก็ยังขาดประสิทธิภาพ  จำเป็นต้องปรับเจตคติของสถาบันและบุคลากรภาครัฐในฐานะที่เป็นฟันเฟืองหลักของประเทศ เนื่องจากภาครัฐยังขาดบุคลากรที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน ขาดความชำนาญในการใช้เป็นเครื่องมือที่จะวิเคราะห์และกำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา และยังไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้หญิงมีช่องทางในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของตนที่เหมาะสมเพียงพอ

รวมพลังหญิงสร้างการเมืองใหม่

1 มกราคม 2008 at 4:16 am | In All, Special Report | Leave a Comment
Tags:

ความคิด ความเชื่อ ค่านิยมที่มีต่อผู้หญิงได้ถูกถ่ายทอดและส่งผ่านสถาบันทางสังคมต่างๆ  เช่น ครอบครัว โรงเรียน สื่อมวลชน ซึ่งได้หล่อหลอมและสร้างผู้หญิงและความเป็นหญิงให้ขึ้นมา ความเป็นหญิงจึงไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อผู้หญิง และทำให้ผู้หญิงมีประสบการณ์ แนวคิด การประพฤติปฏิบัติที่แตกต่างออกไปจากผู้ชาย หากผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมส่งผลการจัดสรรจัดการทรัพยากรและผลประโยชน์ของชุมชนซึ่งครอบคลุมและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้การสนับสนุนและการส่งเสริมผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่การแข่งขันกับนักการเมืองชาย แต่เพื่อสร้างให้เกิดความสมดุลและ เติมเต็ม ส่วนที่ยังขาดหายไป หรือถูกละเลยในการพัฒนาที่ผ่านมา  

ในการอบรมวิทยากรสร้างทักษะแก่วิทยากรเครือข่ายผู้หญิงเพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ญ.อปท.) จำนวนกว่าครึ่งร้อยชีวิต  ณ ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง (WAYLAMPANG) และได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้และเห็นพ้องร่วมกันนั่นคือ ผู้หญิงจะให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาคน ยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และการดูแลรักษาความปลอดภัย ขณะที่งานพัฒนาขององค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดำเนินการละเลยประเด็นปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการสร้างถนน ประปา ไฟฟ้า เป็นหลัก และดึงงบประมาณในการพัฒนาด้านอื่นๆ ที่จำเป็นไปจำนวนมาก  ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาชุมชนได้สัดส่วนเหมาะสมระหว่างเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จำเป็นต้องเพิ่มโครงการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต สังคม และวัฒนธรรมให้มากขึ้น   

คุณกนกวรรณ สร้อยเงิน สมาชิกองค์กรปกครองส่วนตำบลสันทราย จ.เชียงราย หนึ่งในผู้เข้ารับการอบรมกล่าวว่า การอบรมครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและบทบาทของผู้หญิง ซึ่ง อบต. ต้องสนใจ ให้ความสำคัญ และสนับสนุนการดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ยิ่งการได้เรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมที่แท้จริง รวมถึงกลไกทางกฎหมายอย่างอนุสัญญาซีดอว์ ก็เห็นว่า กิจกรรมของท้องถิ่นอย่างการจัดเวทีประชาคม การทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และโครงการพัฒนาต่างๆ จะต้องคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างระหว่างหญิงชาย เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่ม   

ต่อไปจะได้เสนอโครงการเพื่อให้ผู้หญิงในหมู่บ้านได้ไปฝึกอบรมอย่างนี้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นเรื่องฝึกอาชีพเพราะการได้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของ อบต. ได้รู้ว่าเรามีสิทธิอย่างไร แผนพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงมิติหญิงชายเป็นอย่างไร ทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นในการจัดทำแผนการพัฒนาผู้หญิงให้เกิดขึ้นได้จริง  

คุณลออ ไชยโยธา เครือข่ายองค์กรพัฒนาสตรีอุทุมพิสัย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ของท้องถิ่นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะไปชี้แจงและอธิบาย หรือผลักดันโครงการพัฒนากับ อบต.อย่างไร พอเข้ารับการอบรมนี้ก็ได้ทั้งแนวคิด แนวทาง และวิธีการที่จะเข้าไปเสนอโครงการ การจัดเวทีประชาคม 

ความไม่รู้เรื่องกฎหมาย อบต.ทำให้เราไม่กล้าเสนออะไร กลัวจะผิดไปทุกเรื่อง แต่พอรู้ว่า อบต.มีหน้าที่ตาม ม.67 เช่น ต้องการส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็กและเยาชน เราสามารถอ้างตรงนี้ ซึ่ง อบต. จะปฏิเสธการดำเนินการไม่ได้ คิดว่าต่อไปน่าะจัดอบรมกฎหมาย อบต.ให้แก่คนในชุมชน ลดโครงการที่ไปดูงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไปเที่ยว ไม่ค่อยได้ประโยชน์  

คุณธาริณี       เพ็ชรทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กล่าวอย่างเชื่อมั่นจากประสบการณ์ในการบริหารท้องถิ่นกว่าทศวรรษว่า ประชาชนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เงินไม่สามารถซื้อเขาได้ ต้องทำงานหนักเป็นเครื่องพิสูจน์และด้วยความมุ่งมั่นนับแต่เริ่มต้นเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลในปี 2538 เพื่อเข้าไปช่วยเหลือหมู่บ้าน ส่งผลให้เธอยืนอยู่ในเส้นทางการเมืองนี้จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่น่าประหลาดใจบ้างอยู่ที่ อบต.แห่งนี้มีผู้นำเป็นหญิง แต่ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  

ปัญหาหลักๆ ในพื้นที่จะเป็นเรื่องของงบประมาณไม่เพียงพอ เพราะประชาชนที่นี่ ต้องการให้ อบต. ดำเนินการเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนน น้ำประปา ไฟฟ้า ซึ่งแต่ละโครงการต้องใช้งบลงทุนที่สูงมาก  

เหตุผลที่ประชาชนหงษ์เจริญต้องการถนนสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของคนที่นี่ นายกธารณีบอกว่า คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร มีรายได้หลักจากสวนยาง สวนผลไม้ สวนปาล์ม และสวนกาแฟ ดังนั้นหากการคมนาคมดี  มีถนนหนทางเชื่อมเข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้การขนส่งจากสวนไปยังตลาดเกิดความสะดวก รวดเร็ว ก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้มากชึ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เมื่อทำประชาคมหมู่บ้าน ทุกคนจะบอกว่า อยากได้ถนนดีๆ   

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการได้ร่วมฝึกอบรมที่ภูชี้ฟ้าเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงาน สามารถจัดกระบวนการทำงานที่คำนึงถึงบทบาทหญิงชาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีใน อบต. ซึ่งไม่ใช่ การ เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน หากได้จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานบางอย่างเพิ่มขึ้น นั่นคือ การส่งเสริมและสนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่  

ที่ผ่านมาก็ให้ความสนใจเรื่องคุณภาพชีวิต เช่น การให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ การส่งเสริมกีฬาการละเล่นพื้นบ้าน มีกิจกรรมตามประเพณี อย่างวันสงกรานต์ก็มีงานใหญ่เรียกว่า วันกตัญญู เพื่อรดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ สร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็ก เยาวชนกับผู้ใหญ่ในชุมชน ซึ่งต่อไปจะได้เพิ่มเติมในเรื่องการอบรมให้ความรู้ โดยเฉพาะการฝึกอาชีพให้แก่ผู้หญิง แม่บ้าน เพื่อใช้เวลาว่างจากการทำสวนมาสร้างรายได้อีกต่อหนึ่ง   

หน่ออ่อนแห่งความหวังใหม่ในการเมืองท้องถิ่นค่อยแทงยอดแล้ว….  

หลักธรรมาภิบาล 6+1 เพื่อความเสมอภาคในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

1 มกราคม 2008 at 3:55 am | In All, Special Report | Leave a Comment
Tags:

for-article1jan.jpg 

การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งที่เป็นการบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลและองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) ล้วนต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ หลักธรรมาภิบาลประกอบด้วย 6 หลักสำคัญๆ เช่น หลักนิติธรรมว่าด้วยการบริหารให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายที่กำหนด หรือหลักความรับผิดชอบที่จะต้องยึดเอาผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนเป็นสำคัญ  

แต่นอกเหนือหลักสำคัญทั้งหมดแล้ว กลุ่มผู้หญิงที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในทางการเมืองได้เสนอและรณรงค์การเพิ่มหลัก ความเสมอภาค เข้ามาให้เกิดความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น เพื่อลดอุปสรรคจากความแตกต่างระหว่างหญิงชายที่ส่งผลต่อโอกาส การเข้าถึงทรัพยากรและผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ผู้หญิงถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับประโยชน์และไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงการต้องตระหนักต่อศักยภาพของผู้หญิงในฐานะทรัพยากรที่มีค่าของชุมชน  เพราะเมื่อผู้หญิงเข้าไปมีตำแหน่งในทางการเมือง สามารถร่วมตัดสินใจ จัดสรรงบประมาณ ทรัพยากรและผลประโยชน์ จากเดิมที่การพัฒนาท้องถิ่นมุ่งเน้นการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น ถนน ประปา ไฟฟ้า ก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาปากท้อง การพัฒนาและการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ต้องใส่ใจถึงก้นครัวของคนในชุมชน ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรมมากขึ้น พบว่า อบต.บางแห่งสามารถกำหนดสัดส่วนงบประมาณด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากถึงร้อยละ 40 ของงบประมาณทั้งหมด ควบคู่ไปกับการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ได้  

หลักความเสมอภาคที่ว่านี้ระบุว่า จะต้องเปิดโอกาสให้แก่หญิงและชายเท่าเทียมกันในการพัฒนาความเป็นอยู่และการมีส่วนร่วม การให้บริการด้านสุขภาพอนามัย การให้บริการที่เป็นสาธารณะซึ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะกลุ่มหญิงและชาย ต้องได้รับบริการอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงการจัดให้มีมาตรการพิเศษให้บริการอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค    

แต่การนำหลักความเสมอภาคมาใช้ในการบริหารองค์กรนั้นจะเป็นอย่างไร มีกระบวนการและการดำเนินการแบบไหนบ้างนั้น จะต้องสร้างการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และการฝึกปฏิบัติแก่ผู้ที่อยู่ในองค์กร โดยการจัดการอบรมหลักสูตร มิติหญิงชายเพื่อธรรมาภิบาลใน อบต. เป็นอีกหนึ่งความพยายามของคนกลุ่มเล็กๆ ในนามเครือข่ายผู้หญิงเพื่อการปกครองส่วนท้องถิ่น (ญ.อปท.) ที่จะสร้างการเมืองที่มีความเสมอภาคและเป็นธรรมมากขึ้น   

นางสาวศิริพร ปัญญาเสน สมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง และนายก อบต.พิชัย อ.พิชัย จ.ลำปาง แกนนำในการจัดฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการมิติหญิงชายเพื่อธรรมาภิบาลใน อบต. กล่าวว่า หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ บทบาทหน้าที่ของ อบต. โดยเฉพาะการจัดทำเวทีประชาคม ภาคประชาชนในการวิเคราะห์ปัญหา และกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างมีธรรมาภิบาล ผู้เข้ารับการอบรมไม่เพียงจะได้เพิ่มความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำงานตามหน้าที่ของอบต.แล้ว จะได้เรียนรู้หลักการเรื่องความเสมอภาค มิติหญิงชาย และการลด ละ เลิก การเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบตามหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือซีดอว์ (CEDAW) สามารถนำไปบูรณาการในแผนชุมชน โครงการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงความต้องการและผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม 

ภาระในบ้านไม่ใช่อุปสรรคในการพัฒนาผู้หญิง 

เนื้อหาของหลักสูตรเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้แนวคิดการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น วัตถุประสงค์ของวิชานี้เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาของตนอย่างเป็นอิสระหรือกำหนดอนาคตของตนเองได้ ประชาชนมีอำนาจในการเลือกตัวแทนมาบริหารงาน บริหารงบประมาณและบุคลากรในท้องถิ่น แต่หากตัวแทนไม่รับผิดชอบ ขาดประสิทธิภาพ และทุริตในหน้าที่ ประชาชนก็สามารถใช้อำนาจในการถอดถอนได้  

ลำดับต่อมาเป็นเรื่องบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้หญิงใน อบต. แต่ก่อนจะเข้าสู่ อบต. ผู้หญิงได้ทำอะไรมากมากก่อนหน้านั้นมาก ทั้งเรื่องในบ้านและในชุมชน วิทยากรถามว่า ก่อนออกจากบ้านมาประชุมต้อง สั่งเสีย อะไรกันบ้าง คำตอบที่ได้บรรจุลงกระดาษไม่พอ เช่น บอกพ่อให้ไปรับลูกที่โรงเรียนแทน สอนการบ้านลูก ดูแลลูกแปรงฟันก่อนเข้านอน แต่ดูเหมือนว่า ผู้หญิงที่เข้าร่วมอบรมก็ยังไม่อาจทอดธุระทางบ้านให้แก่ใครได้จริง จะเห็นอาการผุดลุกผุดนั่งวิ่งเข้าออก โทรศัพท์ถามว่าลูกเป็นอย่างไร กินข้าวหรือยัง และมีอีกหลายรายต้องขอตัวกลับก่อนเวลาเพราะต้องไปซื้อของที่ตลาดกลับไปทำกับข้าว และรับลูกกลับบ้าน  

จุดนี้นำมาสู่การคิดถึงรูปแบบ วิธีการดำเนินการเพื่อจะเพิ่มพูน พัฒนาศักยภาพ ทักษะ และความสามารถให้แก่ผู้หญิง รวมถึงการสร้างโอกาสและสร้างพื้นที่ในการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ต้องสอดคล้องและสามารถรองรับต่อบทบาทและความรับผิดชอบในบ้านของผู้หญิงที่วางไม่ลงเหล่านี้ได้  และขจัดการเลือกปฏิบัติที่จะยกเว้นการพัฒนาผู้หญิงเพียงเพราะเห็นว่าผู้หญิงซึ่งเป็นแม่บ้านขาดความพร้อม ขาดความเสียสละ และไม่มีเวลาเต็มที่ให้แก่การอบรม  

อย่างไรก็ตามแม้ว่างานในบ้านจะล้นมือแล้ว ผู้หญิงก็ไม่ได้ตัดขาด ว่างเว้นจากงานในชุมชน คำตอบว่า ผู้หญิงทำอะไรบ้างในชุมชน ก็จะเห็นผู้หญิงออกมาเป็น อาสาสมัคร สารพัด บางพื้นที่ได้เห็นผู้หญิงเป็นมรรคาทายกด้วย ตรงนี้มีคำอธิบายว่า ทางวัดหาผู้ชายทำหน้าที่ไม่ได้ก็เลยให้ผู้หญิงดำเนินการแทนชั่วคราว 

ผู้หญิงเราทำงานทั้งในบ้าน นอกบ้านเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่เราทำยังขาด อำนาจ ในการจัดสรรทรัพยากรทั้งงาน เงินและคนในชุมชน เมื่อเราได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไปเป็นสมาชิก อบต.แล้ว ผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ทำอะไรเยอะแยะไปหมดนี้ ทำอะไรได้บ้าง วิทยากรนำเข้าสู่บทบาทของผู้หญิงใน อบต.   

สิ่งที่ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้และต้องจำให้ได้แม่นยำ นั่นคือหน้าที่ของ อบต. ที่ระบุไว้ในกฎหมาย แบบฝึกหัดที่ทุกคนต้องทำร่วมกันนั่นคือ หน้าที่ใดที่ อบต. ยังไม่ได้ทำ เพราะเหตุใจจึงยังไม่ดำเนินการ คำตอบส่วนใหญ่จะออกมาคล้ายกันว่า ไม่มีงบประมาณ แต่พอวิทยากรถามกลับไปว่า ในฐานะสมาชิก อบต. ทราบหรือไม่ว่า ท้องถิ่นของตนเองมีงบประมาณเท่าใด แล้วงบประมาณถูกจัดสรรไปจำนวนเท่าใด ก็ปรากฏว่า ตอบได้บ้าง ตอบไม่ได้บ้าง ตอนนี้ปัญหาเรื่องไม่มีงบประมาณก็อาจจะเริ่มต้นแก้ไขด้วยที่สมาชิก อบต. กลับไปทำความเข้าใจเรื่องงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณเสียก่อน ซึ่งนายก อบต.พิชัย วิทยากรของหลักสูตรบอกว่า ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก อยู่ที่การจัดการอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคืออย่ายอมจำนนเพียงเพราะ ไม่มีงบประมาณ   

สำหรับวิชาที่เป็นหัวใจของหลักสูตรนี้คือมิติหญิงชายกับธรรมาภิบาลใน อบต. ประเด็นที่ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้นอกจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว ยังมีการฝึกปฎิบัติเพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจด้วย จุดเน้นอยู่ที่คำว่า ความเสมอภาค ที่ได้ยินได้ฟังทั่วไปนั้น ถูกแยกย่อยและหั่นซอยให้เห็น เนื้อหา และ คุณภาพ ของความเสมอภาค ซึ่งหลักความเสมอภาคที่ถูกบรรจุเพิ่มเข้าไปในหลักธรรมาภิบาลนี้ ต้องเป็นความเสมอภาคอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งหญิงและชายจะมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรที่เท่ากัน ได้ประโยชน์หรือผลลัพธ์จากการดำเนินการทั่วถึง และมีความเป็นธรรม  

ในวิชาสุดท้ายของหลักสูตร ผู้เข้าอบรมจะเรียนรู้กระบวนการบริหาร อบต. ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง ชัดเจนและแม่นยำ เพื่อให้การผลักดันแผนงาน งบประมาณและโครงการพัฒนาหมู่บ้านบรรลุเป้าหมาย สาระสำคัญของวิชานี้อยู่ที่การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเวทีประชาคมหมู่บ้านและตำบล ซึ่งสามารถวิเคราะห์ปัญหาชุมชน กำหนดแนวทางแก้ไข โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ วิถีชีวิต ทรัพยากร ความต้องการ และผลกระทบต่อผู้หญิงและผู้ชาย และกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ในท้องถิ่น แล้วจัดทำเป็นแผนพัฒนาหมู่บ้าน เพื่อบรรจุเข้าไปในแผนพัฒนาตำบล 3 ปี 

สิ่งที่ผู้อบรมจะต้องทดลองทำคือการเขียนโครงการพัฒนาของหมู่บ้านตนเอง โดยในโครงการจะต้องบอกถึงวัตถุประสงค์  ผลลัพธ์ กระบวนการ และกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์ ซึ่งจะต้องแยกรายเพศด้วยว่าเป็นชายเท่าใด หญิงเท่าใด ทั้งนี้ได้กำหนดให้เขียนโครงการในแผนงานด้านคุณภาพชีวิต ปรากฏว่า ส่วนใหญ่จะเขียนโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ วิทยากรได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแชร์ประสบการณ์ว่า เบี้ยยังชีพเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องให้ แต่สิ่งที่จะต้องคิดมากขึ้นต่อไปคือ การให้ไม่ใช่การสงเคราะห์ ด้วยความสงสารเห็นอกเห็นใจเท่านั้น แต่สิ่งนี้เป็นสิทธิที่เขาควรได้รับ และต้องคำนึงถึงการที่เขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ 

ที่ตำบลพิชัยมีโครงการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวในกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้พวกเขามีงานทำ ไม่เหงา ไม่เบื่อ เหมาะกับวัย ไม่ต้องใช้แรงมาก หรือออกไปข้างนอก มีเวลาได้เลี้ยงหลาน ได้เก็บผักกินในบ้านไม่ต้องซื้อ มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ เป็นกำไรตอบแทนบ้าง ที่สำคัญรู้สึกตัวเองยังมีความหมายและมีคุณค่าในตัวเอง นายก อบต.พิชัยกล่าวยกตัวอย่าง  

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้เป็น อบต.หญิงที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์กรปกครองส่วนตำบล (อบต.) ในการเลือกครั้งครั้งล่าสุด โดยได้จัดการฝึกอบรมในรูปแบบการสัญจรไปทุกภาคทั่วประเทศ เริ่มที่ภาคเหนือจัดที่ จ.ลำปาง ภาคอีสานที่จ.นครราชสีมา ภาคใต้ที่จ.พัทลุง และสุดท้ายภาคกลางที่จ.นครปฐม การอบรมนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ สมาชิก อบต. มีความสามารถวิเคราะห์ปัญหาในชุมชน เสริมสร้างความมั่นใจในการนำเสนอโครงการต่างๆ ที่มาจากประสบการณ์ใกล้ตัว ปัญหาปากท้อง และความเดือดร้อนของคนในชุมชน ซึ่งไม่ใช่มีแต่เรื่องการทำถนน ประปา และไฟฟ้าเท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญควรพิจารณาแก้ไข และมี เครื่องมือ ที่จะผลักดันเพื่อให้เกิดการดำเนินการตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนและชุมชนต่อไป   

ทิ้งท้ายไว้เพื่อยืนยันถึงความจำเป็นของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง จากคุณสุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ ผู้แทนจากกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาติ (UNIFEM) ซึ่งให้การสนับสนุนการฝึกอบรมหลักสูตรนี้ กล่าวว่า ความคาดหวังและการหล่อหลอมทางสังคมส่งผลให้ผู้หญิงมีประสบการณ์ มีความคิด และความต้องการที่ต่างออกไปจากผู้ชาย เช่น การอบรมเลี้ยงดูลูกสาวและลูกชายที่ไม่เหมือนกัน บางครอบครัวปล่อยให้เด็กผู้ชายเที่ยวเล่นอย่างเป็นอิสระ แต่เก็บกักผู้หญิงไว้ในบ้าน หัดทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน หรือหากมีเงินจำกัดก็จะเลือกส่งเสียลูกชายเรียน เพราะเห็นว่า ผู้หญิงแต่งงานไป สามีจะเป็นคนเลี้ยงเอง  

หากผู้หญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองจะสามารถจัดการกับปัญหาและความต้องการที่หลากหลายของคนในชุมชน จะช่วยถ่วงดุลผลประโยชน์มิให้ตกแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือเรื่องใดมากเกินไป แต่ปัจจุบันโอกาสของผู้หญิงยังมีน้อยมาก ซึ่งคณะกรรมการ CEDAW ได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยกำหนดสัดส่วนหญิงชายเป็นมาตรการพิเศษชั่วคราว เพื่อเสริมโอกาสให้ผู้หญิงเข้าสู่การเมืองในทุกระดับมากขึ้น นางสาวสุพัตรากล่าว  

ปลุกพลังหญิง อบต.ใช้มิติหญิงชายเพื่อการพัฒนา

1 มกราคม 2008 at 2:16 am | In All, News and Update | Leave a Comment
Tags:

ปลุกพลังหญิงสมาชิกองค์กรปกครองส่วนตำบลท้องถิ่นทั่วประเทศ เรียนรู้กระบวนการจัดทำแผนชุมชน โครงการพัฒนา และการจัดงบประมาณที่มีมิติหญิงชาย ส่งเสริมการพัฒนาผู้หญิง ปราศจากการเลือกปฏิบัติ เสนอลดงบดูงาน เน้นการเพิ่มความรู้กฎหมาย ทักษะวิชาชีพ

for-p1jan.jpg

นางสาวศิริพร ปัญญาเสน สมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง แกนนำในการจัดฝึกอบรมการสร้างทักษะแก่เครือข่ายผู้หญิงเพื่อการปกครองส่วนท้องถิ่น (ญ.อปท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดการฝึกอบรมแก่ผู้หญิงที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกองค์การปกครองส่วนตำบล (ส.อบต.) ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และผู้นำสตรีเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงาน สามารถจัดกระบวนการทำงานที่คำนึงถึงบทบาทหญิงชาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีใน อบต. และผลักดันโครงการพัฒนาให้บรรจุในข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีของ อบต. โดยต่อไปจะขยายการจัดอบรมให้แก่ผู้หญิงทั่วประเทศตลอดเดือนมกราคมนี้ 

ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีผู้หญิงในเครือข่ายได้รับเลือกตั้งเข้าไปทั้งหมด 178 คนทั่วประเทศ ผู้หญิงเหล่านี้ล้วนเป็นสมาชิกอบต.ใหม่ ซึ่งต้องการทราบถึงแนวทาง กระบวนการ และวิธีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน การทำประชาคม นำไปสู่การจัดงบประมาณให้เป็นไปตามแผนชุมชน  

นางสาวศิริพรกล่าวถึงสาระสำคัญของการอบรมว่า จากบทบาทของผู้หญิงที่พบในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ดูแลครอบครัวหรือดูแลผู้อื่น ทำให้ผู้หญิงมีประสบการณ์ แนวคิดและความต้องการที่แตกต่างออกไปจากผู้ชาย การมีผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมส่งผลการจัดสรร การจัดการทรัพยากรและผลประโยชน์ของชุมชน  

ผู้หญิงสนใจเรื่องคน คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ความปลอดภัย ขณะที่งานอบต.ทำส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นเรื่องการสร้างถนน ประปา ไฟฟ้า จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มโครงการพัฒนาจากมุมมองของผู้หญิง แล้วผลลัพธ์ของโครงการจะเป็นประโยชน์กับผู้หญิงและคนด้อยโอกาสในชุมชน ทั้งนี้ผู้ผลักดันโครงการต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของ อบต. กระบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องด้วย   

ด้านนางกนกวรรณ สร้อยเงิน สมาชิกองค์กรปกครองส่วนตำบลสันทราย จ.เชียงราย หนึ่งในผู้เข้ารับการอบรมกล่าวว่า การอบรมครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและบทบาทของผู้หญิง ซึ่ง อบต. ต้องสนใจ ให้ความสำคัญ และสนับสนุนการดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ยิ่งการได้เรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมที่แท้จริง รวมถึงกลไกทางกฎหมายอย่างอนุสัญญาซีดอว์ ก็เห็นว่า กิจกรรมของท้องถิ่นอย่างการจัดเวทีประชาคม การทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และโครงการพัฒนาต่างๆ จะต้องคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างระหว่างหญิงชาย เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่ม   

ต่อไปจะได้เสนอโครงการเพื่อให้ผู้หญิงในหมู่บ้านได้ไปฝึกอบรมอย่างนี้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นเรื่องฝึกอาชีพเพราะการได้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของ อบต. ได้รู้ว่าเรามีสิทธิอย่างไร แผนพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงมิติหญิงชายเป็นอย่างไร ทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นในการจัดทำแผนการพัฒนาผู้หญิงให้เกิดขึ้นได้จริง  

นางลออ ไชยโยธา เครือข่ายองค์กรพัฒนาสตรีอุทุมพิสัย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ของท้องถิ่นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะไปชี้แจงและอธิบาย หรือผลักดันโครงการพัฒนากับ อบต.อย่างไร พอเข้ารับการอบรมนี้ก็ได้ทั้งแนวคิด แนวทาง และวิธีการที่จะเข้าไปเสนอโครงการ การจัดเวทีประชาคม 

ความไม่รู้เรื่องกฎหมาย อบต.ทำให้เราไม่กล้าเสนออะไร กลัวจะผิดไปทุกเรื่อง แต่พอรู้ว่า อบต.มีหน้าที่ เช่น ต้องการส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็กและเยาชน เราสามารถอ้างตรงนี้ ซึ่ง อบต. จะปฏิเสธการดำเนินการไม่ได้ คิดว่าต่อไปน่าะจัดอบรมกฎหมาย อบต.ให้แก่คนในชุมชน ลดโครงการที่ไปดูงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไปเที่ยว ไม่ค่อยได้ประโยชน์

อบรม อบต.หญิงทั่วประเทศ

1 มกราคม 2008 at 1:15 am | In All, News and Update | Leave a Comment
Tags:

for-p2jan.jpg 

สมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง (WAY LAMPANG) ร่วมกับสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว โดยการสนับสนุนจากกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) จัดการฝึกอบรมหลักสูตร มิติหญิงชายเพื่อธรรมาภิบาลใน อบต. แก่ผู้บริหาร สมาชิก อบต.หญิงที่ได้รับการเลือกตั้งในปี 2550 รวม 280 คน ในรูปแบบการสัญจรไปตามจังหวัดต่างทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจแนวคิดเรื่องหน้าที่ของ อบต. บทบาทของผู้หญิง การนำหลักการตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ หรือซีดอวร์มาใช้ในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลและข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีของ อบต.

ชูศูนย์เด็กเล็กเป็นนโยบาย “แรงงาน” นิยม

1 ธันวาคม 2007 at 5:41 pm | In All, News and Update | Leave a Comment
Tags:

แรงงานหญิงขอศูนย์เด็กเล็กใกล้ที่ทำงาน ลดปัญหาผูกและขังลูกในบ้าน เสี่ยงต่อการพัฒนาเด็ก เสนอรัฐเร่งแก้ปัญหาการเลิกจ้าง ปรับเงื่อนไขส่งเงินเข้าประกันสังคม และจัดสรรเงินกู้เพื่อประกอบอาชีพอิสระ  

นางเพลินพิศ ศรีศิริ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า ปํญหาของกลุ่มผู้ใช้แรงงานหญิงมีหลายเรื่อง ที่สำคัญอันหนึ่งคือขาดแคลนสวัสดิการในการเลี้ยงดูลูกที่ยังเล็ก ถ้าไม่ส่งลูกไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัดช่วยดูแล ก็ต้องจ้างคนในแถวบ้านช่วยดูแล ซึ่งเป็นบริการตามมีตามเกิด ไม่มีคุณภาพ จะไปฝากที่ศูนย์รับเลี้ยงเอกชนก็ราคาแพง ไม่มีเงินพอจ่าย เลยต้องทิ้งลูกไว้ในบ้าน เพราะหยุดงานมาดูแลลูกเองก็ไม่ได้  

เราไม่อยากเห็นสภาพที่แม่ออกไปทำงาน ต้องผูกลูก ขังลูกเอาไว้ในบ้าน พอเที่ยงแม่จะกระหืดกระหอบกลับมา แล้วก็ล็อกห้อง ขังเด็กไว้อีกครั้ง จนถึงตอนเย็นหลังเลิกงาน มีกรณีที่เด็กถูกขังไว้แบบนี้จนพัฒนาการต่ำ ปัญญาอ่อน”  

นางเพลินพิศกล่าวด้วยว่า แรงงานหญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีศูนย์เลี้ยงเด็ก ซึ่งถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งแก่พนักงาน แต่ทำงานในโรงงานเล็กๆ คนงาน 30-50 คนที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มหาเช้ากินค่ำ ขายของ ขายอาหารเร่ และโยกย้ายตามการจ้างงาน การมีศูนย์เด็กเล็กที่ตอบสนองต่อการดิ้นรน การทำมาหากิน และสภาพการทำงานที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้ จะช่วยลดภาระแก่แรงงานหญิงที่มีลูกเล็กๆ และเด็กก็จะได้รับการดูแลที่ดี มีคุณภาพ เหมาะสมตามวัย  

รัฐต้องจัดสรรงบประมาณในการจัดตั้ง ดำเนินการและบริการศูนย์เด็กเล็ก ในพื้นที่ที่มีโรงงานและแรงงานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หรือในทุกย่านอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ศูนย์เด็กเล็กนี้รัฐต้องเป็นผู้ลงทุน ไม่ใช่องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ดำเนินงานไปตามพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งไม่ตอบสนองต่อปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น 

ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรียังได้เสนอว่า ให้ปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง เพราะการจ่ายเงินเพิ่มอีกเท่าตัวเพื่อทดแทนส่วนที่นายจ้างเคยเป็นผู้จ่าย เป็นการซ้ำเติมปัญหาการถูกเลิกจ้างให้เลวร้ายขึ้นอีก นอกจากนี้ขอให้รัฐบาลจัดหาแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่แรงงานเพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพใหม่  

ขอให้ยกเว้นการจ่ายเงินสมทบส่วนของนายจ้างให้แก่แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อช่วยลดปัญหาและแบ่งเบาภาระ อีกทั้งจัดหาแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำที่แรงงานเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ ไม่ยุ่งยาก เพราะที่ผ่านมาการให้กู้เงินผ่านธนาคารออมสิน ต้องหาคนค้ำที่มีหลักแหล่งชัดเจน มีข้าราชการรับรอง ซึ่งแรงงานที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบทำไม่ได้เลย ต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบ เป็นหนี้ซ้ำซากพันตัวต่อไปไม่จบ  

จากการประชุมกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีและกลุ่มองค์กรพันธมิตรเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ใช้แรงงานหญิงจึงได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเพื่อให้พรรคการเมืองนำไปพิจารณา โดยมีประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วน ได้แก่การจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในทุกย่านอุตสาหกรรม และการกำหนดสัดส่วนหญิงชายในกรรมการไตรภาคีด้านแรงงาน เพื่อให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อการตัดสินใจด้านต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคม ตามอนุสัญญาซีดอว์ที่รัฐเป็นประเทศภาคี ส่วนประเด็นอื่นๆ ได้แก่ การแก้ไขมาตรา 75 ของ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ให้แรงงานได้รับการชดเชยที่เป็นธรรม การออกกฎหมาย สถาบันคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน ฉบับร่างของผู้ใช้แรงงานประเด็นแรงงานอื่นๆ เช่น  สิทธิประโยชน์ในประกันสังคม แรงงานสัมพันธ์ อนุสัญญาที่รัฐต้อง รับรอง แรงงานข้ามชาติ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ประเด็นอื่นๆ เช่น สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์  

เราไม่ต้องการเงินแบบหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งล้านบาท แค่มีแหล่งเงินกู้ซึ่งคนไม่มีหลักประกัน ไม่มีผู้ค้ำจะกู้ได้เพื่อสร้างอาชีพ มีรายได้บ้าง นางเพลินพิศกล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม 2550 หน้า A12    

เร่งสำรวจปัญหาแรงงานหญิงขังลูก

1 ธันวาคม 2007 at 2:13 am | In All, News and Update | Leave a Comment
Tags:

กลุ่มแรงสำรวจปัญหาแรงงานหญิงขังลูก เสนอตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในย่านที่มีโรงงานจำนวนมาก แนะเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงร่วมตัดสินใจแก้ไขปัญหาแรงงาน กระทุ้งรัฐจัดสรรงบสนับสนุนเพื่อขจัดอุปสรรคต่อการทำงานของผู้หญิง  

นางเพลินพิศ ศรีศิริ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า ทางกลุ่มอยู่ระหว่างสำรวจปัญหาแรงงานในชุมชน และแรงงานหญิงที่ต้องการศูนย์เลี้ยงเด็กในช่วงที่แม่ต้องออกไปทำงาน เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จำนวนผู้ประสบปัญหา กลุ่มและพื้นที่ของปัญหา รูปแบบและแนวทางในการตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก ซึ่งน่าจะคำนึงถึงพื้นที่ชุมชนในย่านที่มีโรงงานที่มีแรงงานเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งต้องเป็นศูนย์ฯ ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานด้วย โดยคาดว่าการสำรวจจะเสร็จต้นปีหน้า   

ที่ผ่านมาเราใช้ความรู้สึกมากในการทำงาน แต่ทำเรื่องข้อมูลน้อย พอไปเสนอว่ามีปัญหาก็จะถูกถามกลับว่าข้อมูลอยู่ไหน ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่พอทำให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาและต้องช่วยเหลือ 

นางเพลินพิศยังกล่าวด้วยว่า ปํญหานี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขมาโดยตลอด ขนาดที่เจ้ากระทรวงแรงงานยุคหนึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งน่าจะเข้าใจถึงปัญหานี้ ก็ไม่มีการดำเนินการอะไรจริงจัง เคยเสนอต่อกรรมการไตรภาคีแรงงานเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา ก็ถูกมองข้ามไป เพราะส่วนใหญ่กรรมการเป็นผู้ชาย ซึ่งเขาไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหากระทบต่อชีวิตของแรงงานและครอบครัวอย่างไร 

ปัญหาเรื่องค่าแรงเป็นเรื่องสำคัญต่อแรงงานทุกคน แต่การไม่สนใจต่อแรงงานหญิงที่มีภาระเลี้ยงลูก ย่อมทำให้ค่าแรงที่ได้เท่ากันทั้งหญิงชายไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่แรงงานหญิงต้องเผชิญอยู่ ซึ่งควรผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้มากขึ้น   

นางสาวสุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ โครงการ CEDAW เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ศูนย์เลี้ยงเด็กชุมชนถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระ และลดอุปสรรคให้แก่ผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ตามศักยภาพ เป็นการสร้างโอกาสด้านอาชีพให้แก่ผู้หญิง ลดภาระการพึ่งพิง ซึ่งรัฐบาลในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบหรือซีดอว์ จะต้องดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหลักประกันว่าสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงจะได้รับการคุ้มครอง  

ประสบการณ์ต่างประเทศ เช่น ในสิงคโปร์ที่มีศูนย์เด็กเล็กในโรงงาน หรือใกล้โรงงาน ช่วยให้คนงานหญิงทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ภาวะสุขภาพจิตที่ดีมีสมาธิในการทำงาน ยังช่วยส่งผลต่อผลประกอบการที่ดีอีกด้วย การบังคับด้วยกฎหมายเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำได้ หรือการจัดงบประมาณสนับสนุนชุมชน กลุ่มแรงงานที่ร่วมตัวกัน เป็นผู้ดำเนินการก็จะตอบสนองต่อปัญหาได้ดีมากยิ่งขึ้น

เผยแพร่: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2550 หน้า A12 

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.